px

เรื่อง : ข้ามีดาวเที่ยมในยุคสามก๊ก (นิยายแปล) ปลดล๊อคตอนฟรี 3 วัน 1 ตอน
ตอนที่ 1 มังกรหลับ


ตอนที่ 1 มังกรหลับ

 

 

ศักราชชูผิงที่ 1 ณ เมืองเซียงหยาง ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

 

 

บนถนนที่นำไปสู่ศาลาหวางเจียง ระแวกริมฝั่งแม่น้ำฮั่นสุ่ยมีรถม้าจำนวนมากของบรรดาลูกหลานตระกูลมั่งคั่งและมีชื่อเสียงที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามทางด้วยบรรยากาศที่ดูครึกครื้น

 

 

เกร๊ง เกร๊ง เกร๊ง~~

 

 

เสียงระฆังทองแดงดังขึ้นแสบหู ท่ามกลางเหล่ารถม้าสุดหรู จู่ๆ ก็มีเกวียนลาลากสภาพทรุดโทรมทะยานเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

 

ชายหนุ่มในเกวียนลาลากรูปร่างผอมเพรียว เขาสวมเสื้อสีหม่นซีดๆ เนื้อผ้าแสนหยาบและธรรมดาที่ดูท่าจะผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วน

 

 

เกวียนลาลากเก่าๆ กับชายหนุ่มที่สวมใส่เสื้อผ้าเก่าสีซีด ขับทะยานผ่านไปท่ามกลางรถม้าสุดหรู ช่างเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก

 

 

บรรดาลูกหลานชนชั้นสูงเหล่านั้นต่างมองไปยังชายหนุ่มด้วยแววตาดูแคลนและเหยียดหยามไม่หยุด ถึงขนาดที่มีบางพวกมองชายหนุ่มด้วยสายตารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด

 

 

บนเกวียนลาลากที่ชายหนุ่มอยู่นั้นไม่มีผู้ใดนั่งมาด้วยนอกจากสาวใช้ที่คอยบังคับลา เขาจึงนอนเอามือรองด้านหลังคออย่างสบายใจบนเกวียน พลางฮัมเพลงที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ขณะเดียวกันเขาได้โยนถั่วปากอ้าสองสามเม็ดเข้าปากเป็นครั้งคราว ราวกับว่ารอบกายเขาไม่มีผู้ใดทั้งสิ้น

 

 “คุณชาย ข้าได้ยินมาว่าการคัดเลือกที่หลิวจิงโจว1  ว่ากันว่าตัดสินจากผู้ที่มีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน โดยคัดเลือกชายหนุ่มรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถเพื่อทำหน้าที่นายอำเภอที่เขตหนานหยาง อันที่จริงแล้วมีการระบุตัวบุตรชายจากสี่ตระกูลใหญ่เพื่อไปรับตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบบนี้ท่านไม่เดินทางมาเสียเปล่าหรือเจ้าคะ?”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยว สาวใช้ผู้รับหน้าที่บังคับเกวียนมุ่ยปากเล็กๆ ของนางเล็กน้อย นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางบ่นชายหนุ่มที่นอนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ด้านหลังนาง

 

 

“เจ้าคิดว่าข้าอยากไปนักหรือ” ซูเจ๋อถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ถ้าไม่ใช่เพราะสุ่ยจิ้งเซียนเชิง2 เกลี้ยกล่อมข้าให้ไปคัดเลือก ข้าก็จะไม่อยากยุ่งเรื่องของคุณชายพวกนั้นดอก”

 

 

พูดจบ ซูเจ๋อก็โยนถั่วปากอ้าเข้าปากเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

กับ กับ กับ~~

 

 

เสียงกีบม้าวิ่งอยู่ข้างหลังเขาอย่างอึกทึก ม้าหลายตัววิ่งทะยานพร้อมกันเป็นเหตุให้เกิดลมกระโชกแรงพัดผ่านเกวียนลาลากคันเกวียนโครงเคลงส่ายไปมา   กีบม้าเหยียบย่ำฝุ่นฟุ้งกระจายสร้างความตกใจให้ลาที่ลากเกวียนมาไม่น้อย

 

 

“ขี่ม้าอย่างไรกัน จะรีบไปเกิดใหม่หรืออย่างไร!” ซูเซี๋ยวเสี่ยวไม่สนใจที่จะปิดจมูกของตนเองอีกต่อไป นั่นเพราะมือทั้งสองข้างของนางดึงบังเหียนเพื่อคุมลาที่กำลังหวาดกลัวอยู่

 

 

ชายหนุ่มด้านหน้าได้ยินซูเซี๋ยวเสี่ยวบ่น เขาควบม้าหันกลับมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง เพื่อจะถามว่าเขาทำสิ่งใดผิด

 

 

ทว่าเมื่อชายหนุ่มรูปงามเหลือบมองไปเห็นซูเจ๋อ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกาย เขาจำหน้าซูเจ๋อคนนี้ได้จึงยิ้มและกล่าวทักทาย  “น้องซูนี่เอง อ่า เจ้าหลับใหลไม่ได้สติมานานหลายปี ตอนนี้หายดีแล้วหรือ?”

 

 

ซูเจ๋อปัดฝุ่นที่จมูกออก เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็นึกได้ทันทีว่าคนที่ทำให้ฝุ่นคละคุ้งผู้นี้คือคุณชายหวงเซ่อ นายน้อยตระกูลหวง ซึ่งเป็นสี่ตระกูลใหญ่แห่งจิงเซียง

 

เขายิ้มและกำกำปั้นคำนับให้อย่างไม่ถือตัว  “ที่แท้ก็เป็นพี่หวง ช่างบังเอิญนัก ขอบคุณพี่หวงที่ห่วงใย ข้าเพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่นานมานี้เอง”

 

 

“น้องซูจะไปเข้าร่วมการคัดเลือกของหลิวจิงโจวด้วยหรือ?” หวงเซ่อไม่ได้รับคำนับแต่อย่างใด แต่มองลงไปที่ซูเจ๋อราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นผู้น้อยที่ต่ำต้อยกว่าตน

 

 

 “ถูกต้อง” ซูเจ๋อพยักหน้า

 

 

หวงเซ่อมองชุดที่ซูเจ๋อสวมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเยาะเย้ย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “เจ้ากับข้าต่างเป็นศิษย์ของสุ่ยจิ้งเซียนเชิง ถือว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักลู่เหมินเช่นกัน เหตุใดน้องซูแต่งตัวโทรมเยี่ยงนี้ไปเข้าร่วมการคัดเลือกของหลิวจิงโจว นี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของบัญฑิต เจ้ากำลังทำให้สำนักลู่เหมินของพวกเราขายหน้าใช่หรือไม่?”

 

 

ถ้อยคำเหล่านี้แฝงความหมายประชดประชันอยู่ไม่น้อย

 

 

ซูเจ๋อแอบขมวดคิ้วเป็นปม เขาไม่ได้โกรธ เพียงแค่ยิ้มและหัวเราะกับตัวเอง ก่อนจะตอบไปว่า  “ตระกูลซูของข้าเป็นเพียงครอบครัวที่ยากจน ไหนเลยจะเทียบกับตระกูลหวงที่ร่ำรวยของพี่หวงได้ พี่หวงมีทั้งม้าหนุ่มกำยำล้ำค่า อยู่ดีกินดีไม่ขัดสน ไหนจะเสื้อผ้าอาภรณ์เนื้อดี นี่มองแวบแรกก็ดูออก  ข้ายังคิดว่าพี่หวงจะรีบไปงานมงคลเสียอีก”

 

 

แม้เขาจะไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า แต่วาจาของเขากลับถากถางอีกฝ่ายได้อย่างเจ็บแสบ ไม่เหมือนคำพูดของหวงเซ่อที่กล่าวออกมาตามตรง

 

 

คิ้วรูปสามเหลี่ยมของหวงเซ่อขมวดขึ้น มุมปากกระตุกเล็กน้อย เขาสะกดความขุ่นเคืองไว้ในใจและหัวเราะร่า ”ไม่ได้เจอกันหลายปี ฝีปากของน้องซูยังคมกริบเช่นเคย เป็นเพราะข้าให้เกียรติหลิวจิงโจว จึงได้แต่งกายเช่นนี้”

 

 

เขาแสดงท่าทีอย่างใจกว้าง จากนั้นได้เปลี่ยนเรื่องสนทนาและพูดว่า “น้องซู เหตุใดไม่ไปหาข้าก่อน ที่จวนข้ามีม้าดีๆ และพอจะมีเสื้อผ้าใหม่หลายชุดให้เจ้าได้เลือกใส่ เจ้าควรสวมเสื้อผ้าดีๆ ยามที่ต้องไปเข้าร่วมงานใหญ่โตเช่นนี้”

 

 

“ความกรุณาของพี่หวง ข้าซาบซึ้งใจยิ่ง” ซูเจ๋อโบกมือและพูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า  “แต่มันเป็นเพียงเสื้อผ้า ใส่ดีเพียงใด หากท้องไม่อิ่ม ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย พี่หวง ท่านว่าจริงหรือไม่”

 

 

หวงเซ่อมีสีหน้าขมึงทึงขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาต้องการเยาะเย้ยซูเจ๋อ ไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็นฝ่ายถูกเยาะเย้ยกลับ จึงรู้สึกขัดเคืองใจนัก แต่ก็ไร้คำโต้แย้งซูเจ๋อ จึงไม่ได้ตอบโต้กลับแต่อย่างใด

 

 

“ข้าต้องไปพบหลิวจิงโจวก่อน ต้องขออภัย ที่ข้าไม่มีเวลาคุยกับน้องซูที่นี่ พวกเราค่อยคุยกันภายหลังเถิด”

 

 

หวงเซ่อพูดทิ้งท้ายอย่างเย็นชา เขาฮึดฮัดสักพัก จากนั้นก็หันหลังลงแส้เฆี่ยนม้าและควบม้าจากไป

 

 

 “พี่หวง ข้ามีร่มสองสามอันที่นี่ ท่านต้องการหรือไม่?” ซูเจ๋อคว้าร่มผ้าใบที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาเขย่า

 

 

 “ท้องฟ้าเปิดแดดจ้าเช่นนี้ จะกางร่มด้วยเหตุใด เจ้าสลบไปนานหลายปีจนไร้สติปัญญาแล้วหรือ...” หวงเซ่อไม่สนใจ เขาบ่นพึมพำก่อนจะจากไป เหลือไว้เพียงฝุ่นตลบฟุ้งที่ปลายจมูก

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวปิดจมูกแล้วแสยะยิ้ม สาปไล่หลังหวงเซ่อ  “หึ ตระกูลหวงของเจ้ามีสัมพันธ์อันดีกับหลิวจิงโจวแล้วอย่างไร มีสิ่งใดน่าโอ้อวด...”

 

 

“ช่างเถอะ พวกลูกหลานตระกูลใหญ่โตมีชื่อเสียง สบโอกาสก็มักจะโอ้อวดตนเองเสมอ ไม่เช่นนั้นเขาจะรู้สึกว่าตนเองมีตัวตนเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราได้อย่างไร”

 

 

ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เอนตัวลงนอนเหมือนเดิม แล้วดีดปลายนิ้ว ถั่วปากอ้าก็เข้าปากเขาไปแล้ว

 

 

“มีตัวตน? คำนี้หมายความว่าเช่นไร? คุณชาย ท่านเริ่มพูดจาแปลกๆ อีกแล้ว ตั้งแต่ท่านฟื้นขึ้นมา ท่านก็พูดเรื่องแปลกๆ เหล่านั้นตลอดมา”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวมองย้อนกลับไปที่ซูเจ๋อ ขนตาของนางกระพริกปริบๆ สีหน้าแลดูมึนงงไม่เข้าใจ

 

 

“อะแฮ่ม ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง เรามาคุยเรื่องหวงเซ่อกันก่อน เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยชอบหน้าข้านัก ข้าเคยยั่วโมโหอันใดเขาไว้หรือ?” ซูเจ๋อเปิดปากถามสิ่งที่ในใจคิดสงสัย

 

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดกลางอวกาศครั้งใหญ่ ทำให้วิญญาณของเขาจากโลกที่แล้วมาอยู่ในร่างนี้ ซึ่งเจ้าของร่างเดิมกำลังอยู่ในอาการโคม่ามานานหลายปี และอาจเป็นเพราะเรื่องมิติของเวลาหรืออะไรก็ตาม ทำให้เขามีความทรงจำของร่างเดิมที่ไม่สมบูรณ์นัก

 

 

 “คุณชาย ท่านลืมแล้วหรือ เมื่อสองสามปีก่อน ตอนที่ท่านศึกษาอยู่ที่สำนักลู่เหมิน ท่านเป็นถึงบัณฑิตผู้เก่งกาจที่สุดเชียวนะ ท่านสุ่ยจิ้งเซียนเชิงยกย่องท่านว่าเป็นบัณฑิตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจิงเซียง ทั้งยังบอกว่าท่านเป็นดั่งมังกรหลับ บรรดาบุตรหลานของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหวง ตระกูลผัง และตระกูลก่วย พวกเขาร่ำเรียนสู้ท่านไม่ได้ และไม่คู่ควรแม้กระทั่งจะอิจฉาท่านมิใช่หรือ”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวนึกถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตของเขา นางพูดยกย่องเขาไม่ขาดปากนานถึงหนึ่งเค่อ เรียกได้ว่าพูดไม่หยุดปากเลยทีเดียว

 

 

 “ข้าเข้าใจแล้ว ดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมไม่เพียงแต่ทิ้งข้าไว้กับกิจการของครอบครัวที่ตกต่ำย่ำแย่ถึงเพียงนี้เท่านั้น แต่ยังทิ้งชื่อเสียงที่น่าอิจฉาไว้ให้ข้าอีกด้วย อนาคตข้างหน้าคงไม่ง่ายแล้ว...”

 

 

ซูเจ๋อหนุนศีรษะบนแขนของเขาพลางมองไปบนท้องฟ้าอันไกลลิบหลายพันลี้ ในใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตของตนเองต่อดี ควรหลบซ่อนตัวในจิงโจว ห่างจากสงครามชั่วคราว ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ปกป้องกิจการที่เสื่อมโทรมของตระกูลซูไปตลอดชีวิต หรือออกมาทำผลงานดีๆ ให้สำเร็จ สร้างวีรกรรมอันมีเกียรติ ดีกว่าปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

 

 

ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ เขาก็รู้สึกถึงใบหน้าที่งดงาม ของคนสองคนบนรถม้าที่กำลังมองเขาอย่างเงียบๆ ผ่านม่านรถที่อยู่ไม่ไกลนัก

 

 

“พี่หญิง นี่คือบัณฑิตอันดับหนึ่งของจิงเซียงที่ท่านชื่นชมในตอนแรกมิใช่หรือ ข้าคิดว่าเขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจน ที่เจ้าเล่ห์ แดดจ้าขนาดนี้ ไม่เห็นเมฆสักนิด เขากลับนำร่มไปไหนมาไหนด้วยเช่นนี้ ช่างน่าขันนัก”

 

 

นัยน์ตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ปากเล็กๆ ของนางยกขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีเยาะเย้ย

 

 

หญิงสาวในชุดสีเหลืองขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาวาววับอย่างสงสัยและพึมพำว่า  “ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเขาถึงกลายเป็นเช่นนี้ ทั้งที่สุ่ยจิ้งเซียนเชิงเรียกเขาว่ามังกรหลับ สุ่ยจิ้งเซียนเชิงเป็นผู้มีสายตาอันเฉียบแหลม ท่านมิเคยมองผู้ใดผิดมาก่อน”

 

 

 “เอ๊ะ อาจเป็นเพราะเขาหลับใหลไปหลายปี สมองจึงมีปัญหา น่าเสียดาย” หญิงสาวในชุดสีม่วงถอนหายใจเบาๆ แล้วลดม่านลง “อย่าพูดถึงเขาเลย มาพูดถึงบุตรชายสองคนของหลิวจิงโจวกันเถอะ ข้าได้ยินมาว่า หลิวจิงโจวตั้งใจที่จะให้บุตรชายสองคนของเขาแต่งงานกับข้าและท่านพี่ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัวของเราเข้าด้วยกัน……”

 

 

รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ไม่นานก็ทิ้งรถเกวียนลาลากของซู่เจ่อไว้ด้านหลัง

 

……

 

ในยามเว่ย เกวียนลาลากก็ได้มาถึงศาลาหวางเจียง

 

 

รอบศาลาหินได้มีผ้าป่านมาคลุมไว้เป็นรั้วชั่วคราว รอบบริเวณมีทหารคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา แทบจะทุกจุดล้วนมีทหารคอยประจำการอยู่

 

 

หลังจากหนานหยางถูกยึด หยวนซู่ก็เพิ่งถูกบังคับให้ออกไปจากเมือง ควันไฟจากสงครามในเมืองจิงโจวยังไม่คลี่คลาย ดังนั้นเล่าเปียวย่อมไม่ผ่อนผันการระแวดระวังอย่างแน่นอน

 

 

 “คุณชาย พวกเรามาถึงแล้ว”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวผูกลาแล้วหันกลับมา ก็เห็นซูเจ๋อหลับไปแล้ว อีกทั้งเขายังนอนกรนอีกด้วย

 

 

นางเบ้ปากพลางส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะเดียวกันนางได้โน้มตัวเข้าไปใกล้หูของซูเจ๋อแล้วตะโกนขึ้นทันที  “คุณชาย ตื่นได้แล้ว พวกเรามาถึงแล้ว !”

 

 

ซูเจ๋อที่กำลังงุนงง ตกใจกระโดดขึ้นราวกับติดสปริงที่ด้านหลัง

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะชอบอกชอบใจยกใหญ่

 

 

ซูเจ๋อมองไปรอบๆ เมื่อตื่นขึ้นจึงหายสับสน เขาเอานิ้วจิ้มจมูกซูเซี๋ยวเสี่ยวเบาๆ “ยัยจอมจุ้น มิรู้จักเด็ก มิรู้จักผู้ใหญ่ กล้าทำให้คุณชายอย่างข้าตกใจ”

 

 

“ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยมิกล้าอีกแล้ว” ซูเซี๋ยวเสี่ยวเบ้ปากเหมือนเด็กอ้อน

 

 

ซูเจ๋อกระโดดลงจากเกวียนแล้วปัดฝุ่นบนตัว จากนั้นเขาได้เดินไปที่ทางเข้า ซูเซี๋ยวเสี่ยวยกชายกระโปรงขึ้นแล้วเดินตามหลังเขาไป

 

 

 

เดินไปไม่กี่ก้าว จู่ๆ ซูเจ๋อก็ตบหน้าผากตัวเอง แล้วหันพรวดกลับมา

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวเข้าใจเขาในทันที นางรีบหยิบถุงผ้าในมือขึ้นแล้วพูดแบบอมยิ้มว่า “คุณชายวางใจได้ ข้าไม่ลืมถั่วของชอบของท่าน จะต้องนำไปด้วยแน่นอน”

 

 

“ใช่ ห้ามลืมถั่วเด็ดขาด” ซูเจ๋อคว้าถุงแล้วหยิบถั่วใส่ปาก “ไปเอาร่มบนเกวียนมาด้วย”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงหันกลับไปอย่างไม่ได้เต็มใจนัก ปากก็บ่นพึมพำว่า  “คุณชายนี่แปลกคนเสียจริง แถวนี้ไม่มีเมฆสักหน่อย เหตุใดท่านต้องพกร่มไปด้วยเล่า เป็นเพราะท่านป่วยล้มหมอนนอนเสื่อนานเกินไป เลยทำให้สมองท่านมีปัญหาแน่นอน....”

 

 

แม้ซูเซี๋ยวเสี่ยวจะบ่นเสียงเล็กเสียงน้อย แต่นางก็ยังถือตะกร้าร่มแล้วรีบตามซูเจ๋อเข้าไปในสถานที่รับสมัคร

 

 

สถานที่รับสมัครขนาดใหญ่มีเสียงจอแจของเหล่าบัญฑิตหนุ่มมากพรสวรรค์จากตระกูลที่มีชื่อเสียงของจิงเซียง ทุกคนล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

 

 

ซูเจ๋อเข้าไปแล้ว หากแต่ไม่พบผู้ใดมาดูแลเขา เช่นนี้จึงได้นั่งตรงกลาง กินถั่วไปพลาง

 

 

 “หึ พวกบุรุษนี้ล้วนเหมือนกันหมด คุณชายป่วยหนักนอนไม่ได้สติอยู่นานหลายปี ไม่มีใครมาหาคุณชายเลย พอเห็นคุณชายก็แกล้งทำเป็นไม่รู้จัก ช่างมันน่าโมโหนัก...”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวที่คอยยืนรับใช้อยู่ด้านข้างนั้นเอาแต่บ่นพึมพำที่เห็นทุกคนทำตัวเย็นชาเพิกเฉยต่อซูเจ๋อ

 

 

ทันใดนั้น ดวงตาของซูเซี๋ยวเสี่ยวก็เป็นประกาย นางชี้นิ้วไปและพูดว่า “คุณชายดูนั่นเร็ว นั่นใช่ซุยเป๋ง3หรือไม่ เขากับคุณชายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่ใช่หรือ เขาต้องไม่ทำเพิกเฉยกับคุณชายแน่นอน”

 

 

ซูเจ๋อหันกลับมามอง ก็เห็นชายหนุ่มดูมีฐานะเดินมาทางด้านนี้ ในความทรงจำที่เลือนลางของเจ้าของร่างเดิม คนผู้นี้มีชื่อว่าซุยเป๋ง ที่จริงสมัยตอนเรียนอยู่ที่สำนักลู่เหมิน ทั้งคู่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันจริง

 

 

ซูเจ๋อวางถั่วในมือลง เขาปรบมือเตรียมลุกขึ้นเรียกสหายเก่าผู้นี้

 

 

ซุยเป๋งเพียงแค่ชำเลืองมองเขา แล้วรีบหลบตา เร่งฝีเท้าเดินผ่านเขาไป ตรงไปแถวหน้าหาหวงเซ่อที่กำลังถูกผู้คนรุมล้อมอยู่ เขายิ้มและโบกมือทักหวงเซ่อโดยไม่สนใจซูเจ๋อแม้แต่น้อย

 

 

“บ๊ะ ! คนเย่อหยิ่งอีกคนแล้ว !” ซูเซี๋ยวเสี่ยวผิดหวังอยู่ไม่น้อย

 

 

ซูเจ๋อถอนหายใจเบาๆ เขายิ้มเจื่อนแล้วพูดว่า  “ช่างเถอะ ใครใช้ให้ตระกูลซู่เราเป็นตระกูลตกอับในจิงเซียงกันเล่า ที่พวกเขาทักทายข้าในตอนแรกนั้น เป็นเพราะสุ่ยจิ้งเซียนเชิงเป็นผู้แนะนำและชื่นชมข้า นึกถึงชื่อเสียงในยามนั้น ตอนนี้มันไม่มีอยู่แล้ว ย่อมมิแปลกที่คนเหล่านั้นจะทำเป็นมิรู้จักข้า”

 

 

“คุณชาย ท่านก็มองออกหรือ” ซูเซี๋ยวเสี่ยวถอนใจเบาๆ

 

 

ซูเจ๋อแค่ยิ้มน้อยๆ เคี้ยวถั่วของเขาต่อไป ขณะกำลังเคี้ยวถั่วอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกปวดหัวตึ๊บๆ ขึ้นมา เขาสูดหายใจแล้วฟุบลงบนโต๊ะทันที

 

 “คุณชาย ท่านเป็นอะไร?” ซูเซี๋ยวเสี่ยวหันมาถามด้วยความเป็นห่วง

 

 

 “ข้ามิเป็นไร” ซูเจ๋อโบกมือ เป็นเชิงบอกว่าเขาสบายดี ปากก็บ่นพึมพำว่า  “ไอ้ระบบบ้าๆ นี่ เหตุใดต้องทำให้ข้าปวดหัวทุกทีเวลาจะถ่ายโอนข้อมูลเนี่ย...”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวถอนใจด้วยความโล่งอก ก็ไม่วายกระพริบตาถามว่า   “ระบบอะไร? ข้อมูลอะไร? คุณชายกำลังพูดถึงอะไรอีกแล้ว”

 

 

เมื่อหายปวดแล้ว ซูเจ๋อถอนหายใจยาว ยืดเอวให้ตรง หยิบร่มจากในตะกร้ามากางแล้วถือไว้บนหัวของเขา

 

 

 “คุณ...คุณชาย ท่านกำลังทำอันใดอยู่?” ซูเซี๋ยวเสี่ยวตกใจกับท่าทางแปลกๆ ของเขา

 

 

 “ข้าก็จะกางร่มบังฝนนั่นสิ ไม่งั้นจะให้ทำอะไรเล่า” ซูเจ๋อพูดเสียงจริงจัง แล้วหยิบร่มอีกคันโยนให้นาง “เจ้ารีบกางเถอะ ฝนจะตกแล้ว เจ้ายังเด็ก อย่าทำให้ตนเองต้องเปียกปอนไป”

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวตะลึง นางเงยหน้ามองท้องฟ้า แดดแรงขนาดนี้ แถมยังมีเมฆให้เห็นประปราย ดูไม่เหมือนฝนกำลังจะตกเลย

 

 

“เร็วเข้า” ซูเจ๋อเร่ง

 

 

ซูเซี๋ยวเสี่ยวกลืนถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความสงสัยลงคอ ด้วยความจนใจนางได้แต่ทนอับอายแล้วกางร่มชูขึ้น แล้วก้มศีรษะลง ยืนข้างซูเจ๋ออยู่เงียบๆ

 

 

ท่าทางแปลกๆ ของเจ้านายและสาวใช้ของเขาดึงดูดความสนใจจากเหล่าบัญฑิตผู้มีพรสวรรค์ที่พูดคุยกัน และต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ย

 

 

“แดดออกขนาดนี้ เหตุใดเขาจึงได้กางร่มเยี่ยงนี้  เขาป่วยหรือ?”

 

 

“เขาคนนั้นแลดูคล้ายซูเจ๋อเลยนี่? เขาฟื้นแล้วหรือ เหตุใดจึงดูเหมือนสติไม่ดีเล่า”

 

 

 “น่าเสียดายจริงๆ ทั้งที่สุ่ยจิ้งเซียนเชิงเคยยกย่องเขาเป็นบัณฑิตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจิงเซียง กลับกลายเป็นคนเขลาไปเสียแล้ว

 

 

ที่ด้านหน้า หวงเซ่อถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน  เมื่อเขาเห็นเช่นนั้น จู่ๆ ก็แสดงสีหน้าประชดประชันขึ้นมา เขาทำทีเป็นถอนหายใจแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า  “พี่ซุย สหายสนิทในอดีตของท่านดูเหมือนหลังฟื้นจากการหลับใหลไม่ได้สตินานหลายปี จากเดิมที่เป็นบัณฑิตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจิงเซียง ตอนนี้กลายเป็นตัวตลกอันดับหนึ่งของจิงเซียงไปเสียแล้ว”

 

 

“มิได้ตั้งใจคบหา ซุยเป๋งมิได้ตั้งใจ...” ซุยเป๋งหัวเราะเยาะตัวเองอย่างเก้อเขิน

 

 

ที่มุมศาลาหวางเจียง หญิงสาวในชุดสีม่วงและชุดสีเหลืองต่างก็มองเห็นซูเจ๋อกางร่มอย่างไม่ใส่ใจผู้ใดทั้งที่ท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้

 

 

“เขากางร่มจริงๆ ด้วย พี่หญิงรีบมาดูเร็ว ตลกจริงๆ เขาทำให้ข้าขำมากจริงๆ ฮ่าฮ่า” หญิงสาวในชุดสีม่วงขำตัวโยกเอนเอียงไปหน้าทีหลังที

 

 

หญิงสาวในชุดสีเหลืองขมวดคิ้ว นางส่ายหัวเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิดหวังและเสียใจ

 

 

สักพักหนึ่ง เสียงพูดคุยเยาะเย้ยและเสียงถอนหายใจของผู้คนก็ยังคงดังอยู่อย่างนั้น

 

 

ซูเจ๋อเมินเฉยต่อสายตาเยาะเย้ยเหล่านั้นแล้วเคี้ยวถั่วของเขาต่ออย่างมิสนใจผู้ใด

 

 

จนกระทั่วถั่วเมล็ดสุดท้ายหมด

 

 

ทันใดนั้น ลมก็พัดแรง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสจู่ๆ ก็มีเมฆดำเข้ามาปกคลุมทั่วท้องฟ้า

 

 

หลังจากนั้นก็มีเสียงฟ้าร้อง สักพักฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมา

 

1 หลิวจิงโจว คือตำแหน่งผู้ปกครองเมืองจิงโจวในสมัยนั้น ซึ่งเป็นตำแหน่งของเล่าเปียว

2 สุ่ยจิ้งเซียนเชิง คือ ฉายาของซือหม่าฮุ่ย หรือ สุมาเต็กโช คำว่า "สุ่ยจิ้งเซียนเซิง 水镜先生" แปลเป็นไทยว่า อาจารย์เเว่นน้ำ เปรียบกับอาจารย์ผู้มองคนและสถานการณ์ออกดั่งมองจากกระจกเงา

3 ซุยเป๋ง  崔州平 เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก ปราชญ์เต๋าอีกคนที่ปรากฏตัวในเรื่องสามก๊ก ซุยเป๋งเป็นศิษย์คนหนึ่งของสุมาเต็กโช

 

 

รีวิวผู้อ่าน

Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น
Techas_99
787 วันที่แล้ว

555


  แสดงความคิดเห็น