px

เรื่อง : ขยะแห่งตระกูลเคานต์ (Trash of the Count s family)
บทที่ 37 นิ่งเข้าไว้ 4 


 

บทที่ 37 นิ่งเข้าไว้ 4 

 

 

 

รอนพยักหน้าตอบรับกับคำสั่งของคาร์ลแต่ยังต้องแจ้งให้คาร์ลทราบอีกเรื่องก่อนที่เขาจะออกไป

 

“ได้ขอรับ...ว่าแต่!นายน้อยยังจำกำหนดการที่จะไปพระราชวังในวันพรุ่งนี้ได้นะขอรับ?”

 

ก่อนที่พระราชาจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานการเฉลิมฉลองเทศกาลที่จัตุรัสกลางเมืองอย่างเป็นทางการนั้น เหล่าขุนนางและตัวแทนขุนนางจากตระกูลต่างๆจะมีกำหนดการที่ต้องเข้าเฝ้าองค์ชายรัชทายาท มันไม่ใช่การประชุมที่เคร่งเครียดหรืองานเลี้ยงสังสรรค์แต่มันมีความก่ำกึ่งระหว่างสองอย่างนี้ มันถูกกำหนดให้เข้าเฝ้าในสถานที่ที่อยู่ในปีก[1]ของพระราชวังซึ่งมักมีการจัดประชุมครั้งสำคัญในที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง

 

คาร์ลกำลังนึกถึงองค์ชายรัชทายาทและพระราชวังก่อนที่จิตใจจะลอยไปนึกถึงอีกหนึ่งอย่าง

 

‘บุตรชายคนโตที่ถูกขับออกจากตระกูลและนักบวชหญิงผู้บ้าคลั่ง’

 

‘ไม่แน่ใจว่าเทย์เลอร์และเคจจะทำได้ดีหรือเปล่านะ?’ แต่คาร์ลกลับมีความรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองคนน่าจะทำมันออกมาได้ดีมากต่างหาก

 

“อืม...ข้าจำได้”

 

ก่อนจะรู้สึกว่าทั่วทั้งแผ่นหลังและศีรษะของตนมีอาการหนาวเย็นจนขนลุกชันขึ้นมา เขายกมือลูบศีรษะทางด้านหลังของตนเบาๆและพยายามสลัดเรื่องที่กำลังคิดออกไปจากหัวของตน

 

‘อย่าไปคิดถึงเรื่องของสองคนนั้นดีกว่า’

 

คาร์ลจะทำเพียงแค่อยู่ให้เฉยที่สุดเมื่อเข้าไปยังพระราชวัง แม้ว่าจะมีใครก่นด่าสาปแช่งเขาให้ได้ยินก็ตามแต่ เขาก็จะนั่งเงียบๆและพาตัวเองกลับมายังที่บ้านพักของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คาร์ลเหลือบไปมองโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าเขาซึ่งมีจดหมายของอีริควางอยู่บนนั้น

 

[คาร์ล..เจ้าไม่ต้องลงมือทำสิ่งใดเลย..พี่ชายคนนี้จะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้แก่เจ้าเอง..เจ้าเข้าใจหรือไม่?]

 

อีริค  วิลส์แมนเป็นหนึ่งในขุนนางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ส่งจดหมายฉบับนี้มาให้เขาในวันหนึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอีริคเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คาร์ลคว้าจดหมายจากบนโต๊ะและยัดมันไว้ใต้ลิ้นชัก

 

“กระผมจะให้พวกเขาเลือกห่อไวน์ขวดที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรานะขอรับ...นายน้อย”

 

“ดีมาก”

 

คาร์ลกำลังเฝ้ามองรอนที่เดินออกไปจากห้องและทันได้เห็นสีหน้าบางอย่างของรอนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตอนที่รอนกำลังก้าวผ่านประตูที่เปิดอยู่ออกไปจากห้อง รอนก้มมองบางอย่างก่อนที่จะปิดประตูเบาๆ ลูกแมวสองตัวที่ถูกรอนจ้องมองเมื่อครู่ได้เดินเข้ามาหาคาร์ลและเริ่มพูดกับคาร์ลในทันที

 

“ข้าคิดว่าข้าสามารถฆ่าพวกเขาได้หากพวกเขาลดการระวังตัวลง!”

 

“ข้าเจอวิธีที่เราสามารถฆ่าพวกเขาได้แล้ว!”

 

มันคือลูกแมวสองพี่น้อง ‘ออนและฮง’ ลูกแมวน้อยสองตัวที่คาร์ลไม่ได้เห็นมาสักระยะหนึ่งพวกมันกำลังรู้สึกตื่นเต้นดีใจกับการที่มันได้พบหนทางในการลงมือฆ่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอย่างเผ่าหมาป่า

 

“เยี่ยมมาก”

 

ลูกแมวสองตัวขยับเข้าใกล้คาร์ลและใช้ใบหน้าของพวกมันถูไถไปที่ขาของคาร์ลอย่างดีใจหลังจากได้รับคำชมเชยจากเขา คาร์ลผลักพวกมันออกห่างด้วยความรำคาญก่อนที่รอนจะเข้ามาในห้องอีกครั้ง

 

“นายน้อยขอรับ...”

 

“มีอะไร?...”

 

รอนมองไปยังคาร์ลผู้ที่เอ่ยตอบราวกับไม่สนใจสิ่งใดก่อนที่รอนจะเอ่ยถามคาร์ลขึ้นมา

 

“กระผมขอติดตามไปรับใช้นายน้อยในพระราชวังได้หรือไม่ขอรับ?”

 

“ทำไมเจ้าถึงถามข้าเช่นนั้น? ใครจะไปหากไม่ใช่เจ้า?”

 

คำตอนนั้นของคาร์ลทำให้รอนตัดสินใจที่จะเดินทางออกไปจากที่นี่

 

ผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘อาร์ม’และปกครองเหล่าอาชญากรในทวีปตะวันออกได้เริ่มขยายขอบเขตการปกครองมาถึงทวีปตะวันตก ‘อาร์ม’ เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งหนึ่งและไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกมัน

 

ตระกูล‘โมแลน’เป็นตระกูลของนักฆ่ารุ่นที่ห้าที่พยายามเข้าปกครองในยามรัตติกาลทั่วทั้งทวีปตะวันออกและรอน โมแลนคือผู้สืบทอดตระกูลโมแลนนี้ เขาเกลียดและกลัว ‘อาร์ม’ เป็นยิ่งนัก

 

“นายน้อย”

 

“ว่า?”

 

“นายน้อยจะต้องดูดีเป็นอย่างยิ่งในพระราชวังนั่น”

 

“รอน...”

 

คาร์ลจ้องไปที่รอน หลังจากเขากลับมาจากการพักผ่อนก็ดูเหมือนว่าเขาจะประจบสอพลอมากกว่าเดิมซึ่งซึ่งต่างจากตัวตนปกติของเขาเป็นอย่างมากก่อนที่คาร์ลจะเอ่ยถาม

 

“เจ้าคิดว่า....ข้ามีใบหน้าที่หล่อเหลาและรูปร่างที่น่าหลงใหลหรือไม่?”

 

‘เมี้ยว’  ‘เมี้ยว’

 

ลูกแมวกำลังกรีดร้องในลำคอเมื่อได้ยินคำถามนั้นของคาร์ล แต่พวกมันก็ไม่สามารถปฏิเสธในเรื่องนี้ได้เพราะคาร์ลเป็นชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาและมีรูปร่างที่น่าหลงใหลอย่างที่เขาพูดจริงๆ

 

สิ่งที่ ‘คิมร็อกโซ’ชื่นชอบในตัวคาร์ลก็คือเงินของเขานอกเหนือไปจากนั้นก็คือร่างกายและใบหน้าของคาร์ล ในตอนนี้ดูเหมือนว่าริมฝีปากของเขาอยากจะยกยิ้มให้เต็มใบหน้าเสียแล้ว

 

“แน่นอน...นายน้อยของเราคือชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

 

และรอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็วจากใบหน้าของคาร์ล

 

‘เมื่อกี้...ฉันเพิ่งได้ยินอะไรไปเนี่ย?’

 

น้ำเสียงของรอนเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนและเอาใจ มันฟังดูเหมือนว่ารอนกำลังเล่นเกมบางอย่างกับเขาอยู่ คาร์ลรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วร่างของตนและหันกลับไปมองรอนที่ยืนอยู่ตรงนั้น รอนมีรอยยิ้มที่พึงพอใจเต็มใบหน้าของเขามันดูแตกต่างจากตอนที่เขาแกล้งทำเป็นพอใจกับอะไรบางอย่าง

 

ตอนนี้คาร์ลรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วร่างอีกครั้งแต่รอนไม่ได้สนใจและยังคงตั้งใจทำหน้าที่พ่อบ้านของตนต่อไป

 

“เดี๋ยวกระผมขอตัวออกไปหารองพ่อบ้านฮันส์ก่อนนะขอรับ?”

 

“อ้อ? อ่า....ไปได้...เจ้าออกไปได้เลย”

 

รอนรีบออกไปจากห้องของคาร์ลทันทีและในขณะเดียวกันคาร์ลก็เริ่มคิดเมื่อมองไปยังประตูที่ปิดสนิทนั่น

 

‘ทำไมเขาถึงทำตัวแบบนั้นกันนะ?’

 

คาร์ลไม่รู้ว่าสาเหตุใดจึงทำให้รอนดูแปลกไปเช่นนี้แต่เขาก็ยังไม่ต้องการที่หาเหตุผลในเรื่องนี้เช่นกัน คาร์ลยังคงจ้องไปยังประตูที่ปิดสนิทอีกครู่ใหญ่พร้อมกับความรู้สึกสับสนที่ปรากฏขึ้นเต็มใบหน้าของเขา

 

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

 

มีคนเคาะประตูห้องของคาร์ล ก่อนที่ลูกแมวขนสีแดงจะเอ่ยขึ้น

 

“กลิ่นเหมือนหมาป่า”

 

คาร์ลที่ยังไม่ได้ละสายตาออกจากประตูได้เริ่มเอ่ยขึ้น

 

“เข้ามาได้”

 

คลิ๊ก! เสียงจากลูกบิดประตูส่งเสียงดังขึ้นก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกอย่างช้าๆ คาร์ลมองเห็น ‘ล็อก’เด็กชายจากเผ่าหมาป่าสีน้ำเงินที่ยังคงยืนเก้ๆกังอยู่หน้าประตูห้อง ล็อกลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยทักคาร์ลออกมา

 

“เอ่อ...สวัสดี..ข้า...ข้ามาเพื่อขอบคุณท่าน...ข้าไม่รู้ว่าอาการแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้อีกเมื่อไหร่..มันอาจจะไม่ดีต่อตัวท่านหากข้าจะเข้าไปใกล้ท่านมากกว่านี้...”

 

“เข้ามา”

 

คาร์ลไม่ต้องการที่ได้ยินเสียงที่ชวนอึดอัดใจเช่นนั้นอีกต่อไป เขาจึงโบกมือเพื่ออนุญาตให้ล็อกเข้ามาภายในห้องของตน ล็อกปิดประตูด้วยความระมัดระวังด้วยท่าทางกังวลใจก่อนจะเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้คาร์ลช้าๆ คาร์ลชี้ไปยังโซฟาที่อยู่ตรงข้ามเขา

 

“นั่งสิ”

 

“ขอบคุณ”

 

ล็อกนั่งลงบนโซฟาและลอบมองคาร์ลอย่างเงียบๆ มันแตกต่างจากคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ที่ว่าชายคนนี้ทำให้นึกถึงลุงของตน ชายคนนี้ชื่อคาร์ล เฮนิตัส เขามีรังสีบางอย่างที่ทำให้ล็อกรู้สึกว่ามันยากที่จะเข้าใกล้เขาได้

 

แทนที่มันจะเป็นเรื่องยากเพราะลักษณะที่ดูแข็งแรงเช่นลุงของตนแต่มันกลับทำให้รู้สึกว่าเรื่องที่มันยากมากกว่าคือการเริ่มพูดคุยกับเขา

 

“เจ้ามีเรื่องอะไรจะพูดกับข้าเช่นนั้นรึ?”

 

“ท่านรู้?”

 

ล็อกเหมือนจะนิ่งคิดถึงสิ่งที่เขาจะพูดไปชั่วขณะก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาและก้มศีรษะให้แก่คาร์ลในทันที

 

“ขอบคุณท่านมาก!”

 

ล็อกมีท่าทางที่ดูไร้เดียงสา ขี้ขลาดและบางครั้งก็ดูโง่เง่า แน่นอนว่าล็อกสามารถถอดแบบจากรายละเอียดที่กล่าวไว้ในนิยายได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

‘ในนิยายได้บอกว่าบุคลิกของเขาจะเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ภาวะการกลายร่างเป็นครั้งแรกแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่’

 

“แน่นอน..มันเป็นเรื่องที่เจ้าต้องขอบคุณข้าอยู่แล้ว”

 

“ห๊ะ?.....อ่า..ใช่แล้ว....”

 

ล็อกมีรอยยิ้มแปลกๆประดับบนใบหน้าขณะที่เขาค่อยๆลดตัวลงนั่งที่โซฟาอีกครั้ง คาร์ลมองดูล็อกที่นั่งลงเรียบร้อยแล้วและเอ่ยขึ้นทันที

 

“เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าไปมากกว่านี้หรอกนะ.....ออกไปได้แล้วล่ะ”

 

“เอ่อ..อืม...คือว่า....”

 

ล็อกไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนร่างกายได้เขาทำได้เพียงขยับริมฝีปากของตนขึ้นโดยไม่กล่าวอะไรออกมา เขาได้ยินเรื่องราวต่างๆของคาร์ลจากโรสลิน ลูกแมวสองตัวจากเผ่าแมว เชวฮันและแม้กระทั่งฮันส์ ซึ่งมันทำให้เขานึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้และนึกถึงสิ่งนั้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยครั้งแต่ในตอนนี้เขากลับไม่สามารถนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้เลย

 

คาร์ลยังคงเฝ้ามองล็อกอย่างเงียบๆ เขารู้ว่าที่ล็อกมีอาการเช่นนี้เป็นเพราะเขาพยายามเอ่ยปากให้ล็อกออกไปจากห้องนั่นเอง

 

“เอ่อ..ท่าน..ท่านรู้”

 

ล็อกไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เขายังคงลอบมองไปที่คาร์ลอยู่หลายครั้งก่อนที่จะหยุดสายตาไว้ที่ปลายเท้าของตนเอง ริมฝีปากของเขาถูกเม้มเข้าเม้มออกอยู่หลายครั้ง เขาไม่ชอบบุคลิกของตัวเองเช่นนี้เลยและเขาก็ได้ยินเสียงเรียบเย็นที่เอ่ยออกมา

 

“เจ้ามีอะไรก็พูดออกมาได้แล้ว”

 

“เอ่อ...คือ”

 

ล็อกเงยศีรษะของตนขึ้นเพื่อมองไปยังคาร์ล นี่เป็นครั้งแรกที่ล็อกได้สบเข้ากับสายตาของคาร์ลตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในห้องนี้ คาร์ลยังคงจ้องไปที่ตาของล็อกขณะที่ยังคงพูดต่อไป

 

“ดี! เมื่อเจ้ากำลังพูดกับใครเจ้าก็ควรสบตากับเขาเช่นนี้”

 

และยังคงเอ่ยต่อไป

 

“พูดสิ่งที่เจ้าต้องการออกมาให้หมด”

 

คาร์ลมองไปที่นาฬิกาก่อนจะหยุดสายตาไปไว้ที่ล็อกเขายังคงจ้องมาที่คาร์ลด้วยสีหน้าว่างเปล่า

 

“ตอนนี้ข้ายุ่งมากคงไม่มีเวลามานั่งฟังสิ่งที่เจ้าพูดนานหรอกนะ”

 

“เอ่อ.....”

 

ล็อกผ่อนลมหายใจของตนออกมาเบาๆและกระชับมือทั้งสองข้างของตนไว้แน่นเพื่อไม่ให้มีอาการกระสับกระส่ายออกมาให้เห็น ก่อนจะเริ่มพูดสิ่งที่เขาต้องการออกมาช้าๆ

 

“ข้า....ข้าเป็นพี่ชาย”

 

เสียงของเขาแผ่วเบาไร้พลังถึงแม้จะมีร่างกายที่สูงใหญ่แต่ก็ยังเป็นเพียงเด็ก

 

“ข้า....ต้องดูแลน้องๆในเผ่า”

 

 

 

 

ล็อกรู้ตัวดีว่าตัวเขายังขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่จะถูกเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าหมาป่าสีน้ำเงินได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็มีน้องๆอีก 10 คนที่เขาต้องการที่จะปกป้องและดูแลในตอนนี้

 

นอกจากนั้น

 

“ข้ายังเป็นหลานชายและน้องชายอีกด้วย”

 

สมาชิกในเผ่าหมาป่าสีน้ำเงินต่างรักใคร่และคอยดูแลเอาใจใส่แก่ล็อกผู้ขี้ขลาดและโง่เขลาอยู่เสมอ เขาไม่อาจลืมเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของตนและสมาชิกคนอื่นๆในเผ่าได้เลย

 

“นั่นคือเหตุผลที่ข้าอยากแก้แค้น”

 

มันคือเหตุผลที่ล็อกต้องการให้พวกมันได้ชดใช้ทุกสิ่งทุกอย่างคืนแก่เขากับสิ่งที่พวกมันได้พรากออกไปจากชีวิตของเขาเช่นนั้น

 

ล็อกกระชับมือที่สั่นของตนแน่นขึ้นอีกและเอ่ยพูดทุกอย่างที่ตนนึกออกในตอนนั้นขึ้นมา เมื่อเขาได้ทำมันออกมาเขารู้สึกถึงความอัดแน่นที่ศีรษะของตนได้โล่งหายไปเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นโค้งศีรษะให้แก่คาร์ลและยังคงจ้องไปที่ปลายเท้าทั้งสองข้างและพื้นพรมที่เขาเหยียบอยู่เช่นเดิม ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงที่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

“หมาป่าน้อย”

 

ล็อกเงยศีรษะของตนขึ้นเพื่อมองไปที่ ‘คาร์ล เฮนิตัส’ เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่ล็อกไม่สามารถฝันถึงว่าเขาจะสามารถอาศัยอยู่ในที่เช่นนี้ในหมู่บ้านของตนได้อย่างไรและเขายังเป็นคนที่พี่เชวฮันเคยบอกแก่ตนว่าเขาได้วางเดิมพันชีวิตของเขาเกือบทั้งหมดไว้ที่ชายคนนี้

 

คาร์ลเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงห้วนและตรงไปตรงมา

 

“เจ้าคือหมาป่า”

 

ภาพความทรงจำต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตของล็อกได้วิ่งเข้าสู่ศีรษะเขาอย่างรวดเร็ว เขาได้เห็นชีวิตของตนที่อาศัยอยู่ในเผ่าหมาป่าสีน้ำเงินอย่างมีความสุข

 

“เผ่าหมาป่าปกป้องครอบครัวของพวกเขาและทำทุกอย่างให้แก่พวกเขาก่อนตัวเองเสมอข้าถือว่าพวกเขาเป็นเผ่าที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง”

 

ล็อกมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคาร์ล

 

“ข้าได้ยินสิ่งที่เจ้าต้องการจะพูดแล้ว”

 

ในช่วงเวลานั้นล็อกสามารถมองเห็นชายคนนี้และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้องได้กระจ่างชัดมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นลูกแมวสองตัวจากเผ่าแมวที่ยืนอยู่ข้างๆเขาและแสงแดดที่ส่องเข้ามาในห้องมันทำให้เขารู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น

 

ในที่สุดล็อกก็สามารถจดจำสิ่งที่เขาต้องการจะพูด

 

“ขอบคุณทุกความช่วยเหลือจากท่าน.....และได้โปรดช่วยข้าด้วย”

 

เจ้าของบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายได้กล่าวขึ้น

 

“เจ้าขอบคุณข้ามามากพอแล้ว....”

 

เหตุผลที่คาร์ลครุ่นคิดถึงการวางตัวเป็นเพียงขยะไร้ค่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็เพราะเชวฮันและมังกรดำ ในส่วนของมังกรดำคาร์ลกังวลเกี่ยวตัวของมันเองในขณะที่เชวฮันนั้นเขากังวลกับสิ่งที่เชวฮันนำกลับมาพร้อมกับเขาด้วย

 

“ข้าไม่ต้องการที่จะช่วยเจ้า”

 

คาร์ลไม่ต้องการที่จะช่วยเหลือล็อกแต่เขาก็รู้ดีถึงความเจ็บปวดของเด็กๆจากเผ่าหมาป่าทั้ง10 คนที่กำลังเผชิญอยู่เมื่อต้องสูญเสียพ่อแม่และการอุ้มชูเลี้ยงดูจากพวกเขาไปเพราะมันคือสิ่งที่เขาเคยประสบมาด้วยตนเองมาก่อน อีกทั้งการที่เขาได้ย่างก้าวสู่สถานการณ์แบบนี้แล้วเขาไม่ต้องการที่จะเป็นคนที่รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างเช่นกัน

 

เขาวางแผนที่จะทำในสิ่งที่ใช้การลงทุนน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องขาดทุนเช่นกัน

 

คาร์ลยังกล่าวต่อไปในขณะที่ล็อกลดศีรษะของเขาต่ำลงหลังจากได้ยินคาร์ลเอ่ยปฏิเสธความช่วยเหลือแก่เขา

 

“.....แต่ข้ามีแผนที่จะทำข้อตกลงกับเจ้า”

 

“.....ข้อตกลง?”

 

“ใช่”

 

คาร์ลพูดต่อในทันที

 

“เจ้าต้องการให้ข้าช่วยเหลือในสิ่งใด?...และสิ่งที่เจ้าจะทำเพื่อตอบแทนข้าคืออะไร?”

 

คาร์ลไม่มีความต้องการที่จะสอนเด็กชายที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยนั่นคือสิ่งที่เชวฮันหรือโรสลินจะต้องเป็นคนจัดการกับเรื่องนี้ คาร์ลลุกขึ้นยืนเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาจะต้องจัดการอีกสองสามอย่างก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังพระราชวังและเขาได้เอ่ยกับเด็กน้อยหมาป่านี้อีกครั้ง

 

“จงกลับมาเมื่อเจ้ามีคำตอบให้แก่ข้าแล้ว”

 

ล็อกหยุดคิดชั่วขณะก่อนที่จะลุกขึ้นโค้งศีรษะให้แก่คาร์ล

 

“ข้าเข้าใจแล้ว...ข้าจะกลับมาพบท่านเมื่อข้าคิดคำตอบนั้นได้”

 

“อืม....”

 

คาร์ลลูบไปที่ศีรษะของล็อกเบาๆหนึ่งครั้งทำให้ตาของล็อกเปิดกว้างเป็นประกายขึ้นมามันเหมือนกับว่าเขาค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

 

***********************************************************************************

 

คาร์ลหยิบบัตรเชิญเข้าร่วมงานขององค์ชายรัชทายาทขึ้นมาถือไว้และก้าวลงจากรถม้า การชุมนุมของเหล่าขุนนางและองค์ชายรัชทายาทจะเริ่มขึ้นเวลาห้าโมงเย็น คาร์ลมองไปรอบๆพระราชวังที่มีความสวยงามและหรูหรานี้ แม้แต่คฤหาสน์ของตระกูลเฮนิตัสกับบ้านพักในเมืองหลวงของพวกเขารวมกันก็ไม่อาจเทียบกับสิ่งที่คาร์ลเห็นตรงหน้านี้ได้เลย

 

‘พระราชวังแห่งความสุข’ คือชื่อของสถานที่ในการชุมนุมในครั้งนี้ มันถูกสร้างขึ้นจากพระราชาที่ต้องการแบ่งปันความสุขของพระองค์จากการประสูติขององค์ชายรัชทายาท แน่นอนว่าในตอนนี้พระราชาทรงโปรดปรานองค์ชายสามมากที่สุด

 

คาร์ลได้ตกลงกับอีริค กิลเบิร์ตและอามูร์ว่าจะรวมตัวกันที่ด้านนอกของพระราชวังก่อนจะเข้าไปด้านในพร้อมกัน เขามองรอบๆพระราชวังก่อนจะเริ่มคิดในใจ

 

‘นี่มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเกินไปแล้วนะ?’

 

มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เมื่อคนที่มาถึงพระราชวังพร้อมๆกับคาร์ลคือหนึ่งในคนที่เขาอยากหลีกเลี่ยง

 

“ว้าว!.....นั่นใครกันนะ?...อ้อ!....นายน้อยคาร์ลผู้โด่งดังของเรานี่เอง”

 

‘เฮ้อ....’

 

คาร์ลลอบถอนใจยาว....เขารู้สึกไม่สบายใจจากน้ำเสียงของคนที่เอ่ยกับตนเช่นนั้น คนที่ก้าวมาหาคาร์ลอย่างช้าๆคือ ‘นีโอ โทร์ส’ ทายาทจากตระกูลโทร์ส

 

‘ทำไมฉันต้องมาเจอพรรคพวกของเวเนี่ยนในตอนนี้ด้วยนะ?’

 

‘นีโอ โทร์ส’ เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ถอดแบบมาจากตัวร้ายทั่วไปในนิยายหรือหนังเรื่องต่างๆ เขาจะวิ่งทำตามคำสั่งหรือข้อเสนอของเวนี่ยนอย่างไม่ลังเลใจ

 

หมู่บ้านที่มังกรดำถูกกักขังทรมานก็อยู่ในเขตพื้นที่ของนายอำเภอโทร์ส

 

และคนของจากตระกูลโทร์สก็ไม่เคยชื่นชอบตระกูลเฮนิตัสนั่นเป็นเพราะ...แม้ว่าพวกเขาจะถูกแยกออกจากกันด้วยภูเขาลูกเดียวแต่ความแตกต่างในความร่ำรวยมั่งคั่งช่างห่างไกลกันอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าในอดีตพวกเขาจะเคยเป็นมิตรที่ดีต่อตระกูลเฮนิตัสก็ตาม

 

ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อตระกูลโทร์สได้เข้ารวมกลุ่มกับมาร์คควิสสแตนเมื่อห้าปีที่แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่พูดหรือแสดงมันออกมาอย่างชัดเจนแต่พวกเขาได้ลอบทำลับหลังทุกครั้งในการประชุมขุนนางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

นีโอ โทร์ส ส่งรอยยิ้มสดใสให้แก่คาร์ลเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าคาร์ลในตอนนี้

 

“เจ้าอยู่คนเดียวงั้นรึ?”

 

พวกเขาอยู่ห่างจากทางเข้าพระราชวังไม่ไกลนัก รองหัวหน้าองครักษ์และรอนกำลังเจรจากับทหารองครักษ์ของพระราชวังเพื่อขออนุญาตเข้าไปด้านในคาร์ลที่มีผู้ติดตามเพียงเล็กน้อยและยังอยู่ห่างจากตัวเองจ้องมองไปที่นีโอ

 

นีโอเมื่อเห็นว่าคาร์ลอยู่เพียงลำพังจึงได้ผลักไสผู้ใต้บังคับบัญชาให้ออกไปก่อน

 

“ข้าจะคุยกับนายน้อยคาร์ลสักหน่อย...พวกเจ้าไปขออนุญาตให้พวกเราได้เข้าไปในพระราชวังที”

 

นีโอส่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตนไปให้แก่ทหารองครักษ์ของพระราชวังก่อนจะขยับเข้ามาใกล้คาร์ลมากขึ้น เมื่อทั้งสองคนมีระยะห่างจากกันไม่มากนีโอจึงเริ่มเอ่ยออกมา

 

“นายน้อยคาร์ล”

 

นีโอมีรอยยิ้มอันอบอุ่นและเป็นกันเองบนใบหน้าของเขาในขณะที่เอ่ยพูดด้วยเสียงอันเบาที่มีเพียงคาร์ลเท่านั้นที่ได้ยินมัน

 

“ขยะไร้ค่าเช่นเจ้ามาทำอะไรที่พระราชวังกัน?”

 

‘เฮ้อ....งี่เง่า....ที่มันเป็นเช่นนี้เพราะเป็นโลกในหนังสือ?หรือว่าเป็นเพราะโลกแห่งจินตนาการ? เป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้างั่งพวกนี้จะมีชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริง? พวกเขาไม่ควรมีตัวตนอยู่เพื่อมากระตุ้นอารมณ์ฉันเช่นนี้’

 

บุตรชายของนายอำเภอกล้าพูดแบบนี้กับบุตรชายของท่านเคานต์ด้วยหรือ? คาร์ลคิดว่ามันเกิดสิ่งนี้ขึ้นได้เพราะมันเป็นเพียงนิยาย แต่จริงๆแล้วการจะลงมือจัดการกับเรื่องนี้ก็ทำให้คาร์ลรู้สึกผิดหวังเหมือนกัน

 

‘ฉันไม่ใช่คนแต่งนิยาย...แล้วฉันจะจัดการกับเรื่องราวที่น่าเบื่อแบบนี้ได้อย่างไรกัน?’

 

คาร์ลอยากจะบอกให้รอนลงมือฆ่าเหล่าตัวร้ายที่โง่เง่าไม่รู้จักสถานะของพวกเขายิ่งนัก

 

คาร์ลยังคงมองไปที่นีโอเงียบๆ และท่าทางของนีโอก็เพิ่มระดับความสดใสมากขึ้นไปอีกสำหรับนีโอนั้นเขามองว่าคาร์ลเป็นเพียงขยะไร้ค่าที่ดูดีเพียงแค่ภายนอกและคนเช่นนีโอที่ชอบทำตัวใกล้ชิดและผูกติดกับเวเนี่ยนตลอดเวลาที่อยู่เมืองหลวง คาร์ลก็นับว่าเป็นเหยื่อที่ดีเหมาะแก่การลงมือกลั่นแกล้งและก่อกวน

 

“อะไร?..เจ้าอยากจะโยนขวดเหล้าใส่หน้าข้ารึ?....หรือว่าอยากจะชกหน้าข้า?....มาสิ!เอาเลย!ทำมันเลย!”

 

‘เขาแค่ยั่วยุให้ฉันโกรธและเขาทำมันอย่างตั้งใจ เขาไม่สามารถนำเครื่องมือเวทย์ทุกชนิดเข้าไปในพระราชวังได้ดังนั้นเขาจะไม่สามารถนำเครื่องบันทึกพลังเวทย์เข้ามาได้เช่นกันนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพยายามทำให้ฉันต้องออกไปจากที่นี่’

 

ถ้าคาร์ลก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่นี่ขึ้นจริงก็จะเห็นเพียงแค่การทะเลาะวิวาทระหว่างขยะไร้ค่าและขุนนางที่สง่างาม มันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนีโอเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลที่เขาพยามกระตุ้นอารมณ์ของคาร์ลเพื่อทำลายชื่อเสียงของตระกูลเฮนิตัส

 

คาร์ลยังคงเงียบและไม่ตอบโต้ใดๆ ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงดังขึ้นภายในหัวของเขา

 

มังกรดำกำลังพูดผ่านพลังเวทย์ของมัน

 

~ เจ้าโสโครกนี่มันเป็นอะไร......มันทำให้ข้านึกถึงเจ้าชั่วเวเนี่ยน  ~ 

 

‘ก็เขาเป็นลูกสมุนของเวเนี่ยน’

 

แม้ว่าคาร์ลจะไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แต่มังกรดำก็ยังพูดเข้ามาให้เขาได้ยินอีกครั้ง

 

~ ให้ข้าลงมือฆ่าเขาหรือไม่?  ~ 

 

‘ฉันไม่คิดว่า....มันจะต้องทำถึงขนาดนั้นนะ’

 

คาร์ลส่ายหัวไปมาเพื่อปฏิเสธคำกล่าวของมังกรดำซึ่งติดตามเขาเข้ามาในพระราชวังด้วยการใช้เวทย์ล่องหน

 

เมื่อเห็นคาร์ลสั่นศีรษะของตนเองเช่นนั้นทำให้นีโอต้องการจะยั่วโมโหคาร์ลอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าคาร์ลในตอนนี้กำลังจะอาละวาดทำร้ายร่างกายเขาเสียแล้ว

 

ในขณะนั้นเอง สายตาของคาร์ลก็ไปปะทะกับรถม้าที่เพิ่งเข้ามาถึง

 

ปัง! ประตูรถม้าถูกกระแทกออกทันทีเมื่อรถม้าได้หยุดลงก่อนที่อีริค วิลส์แมนจะก้าวลงจากรถม้า กิลเบิร์ตและอาร์มูก็อยู่ในรถม้าคันนี้เช่นกัน

 

คาร์ลส่งสัญญาณให้แก่อีริคผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วด้วยสายตาที่ไม่ละออกไปจากคาร์ลและนีโอ คาร์ลส่งสายตาไปให้แก่อีริคก่อนจะหันกลับมามองที่นีโอมันเหมือนกับว่าเขาใช้สายตาคู่นี้ชี้ไปที่หน้าของนีโออยู่

 

“ท่านพี่อีริค.....”

 

น้ำเสียงที่จริงใจถูกเอ่ยออกจากปากของคาร์ลแต่สายตาเย็นชากลับจ้องไปที่นีโอนั้น ทำให้อีริครู้ถึงสิ่งที่คาร์ลต้องการได้ในทันที

 

‘กำจัดเขาซะ’

 

สายตาเย็นชาที่ยังคงสงบนิ่งของคาร์ลได้ส่งข้อความดังกล่าวไปให้แก่อีริค

 

 

 

 

 

 

[1] ‘ปีก’ เป็นส่วนหนึ่งของอาคารหรือคุณลักษณะอื่นๆของอาคาร ซึ่งจะอยู่ใต้โครงสร้างหลักหรือตรงกลางของอาคาร ปีกแต่ละแห่งสามารถยึดติดกับอาคารหลักได้โดยตรงหรืออาจจะสร้างแยกจากกันแต่มีการสร้างโครงเพื่อเชื่อมเข้าหากันเช่นเสาหรือนั่งร้านไม้เลื้อย อาคารแบบใหม่อาจมีการสร้างปีกขึ้นมาตั้งแต่เริ่มแรกหรืออาจจะถูกเพิ่มเข้าไปในภายหลังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายหรือปรับปรุงอาคาร ซึ่งสามารถพบในอาคารต่างๆของฝั่งตะวันตกเช่นทำเนียบขาว หรือตามสถาปัตยกรรมของทางยุโรปเช่นพระราชวังฮอฟบวร์ค พระราชวังแวร์ซาย เป็นต้น

รีวิวผู้อ่าน