px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  6 : นักปรุงยา 1 ดาว


ตอนที่  6 : นักปรุงยา 1 ดาว

“ท่านพ่อ ด้วยความเข้าใจของท่าน ท่านคิดว่าข้าจะโดนหลอกได้ง่ายแบบนั้นเลยหรือ?” อู่โม่มองไปที่บิดาของตัวเองอย่างจนใจ ก่อนจะอดทนอธิบายให้ฟังว่า “อันที่จริงแล้ว ที่ข้าเข้าร่วมกับสำนักคังเฉียง ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ”

 

อู่เฉินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มใจเย็นลง “ดี งั้นก็พูดมา ทำไมเจ้าถึงเข้าร่วมกับสำนักคังเฉียง ?”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น อู่โม่ก็ไม่รีบร้อนที่จะตอบ แต่กลับเปิดเสื้อออก เผยให้เห็นแผลที่ไหล่ แผลนั้นเปรอะไปด้วยเลือด และยังคงมีเลือดไหลออกมา ดูเผินๆเหมือนเป็นแผลฉกรรจ์

 

“ เกิดอะไรขึ้นกัน !”

 

สีหน้าของอู่เฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่ถือโทษอู่โม่ที่เข้าร่วมกับสำนักคังเฉียงอีก เขาพูดอย่างโกรธเคืองขึ้นมาว่า “ ใครกันที่ทำเช่นนี้?” ในฐานะนักสู้ฉีซวนขั้น 9 สายตาของเขาค่อนข้างดีกว่าปกติ ทำให้มองออกได้ง่ายมากว่า แผลนี้เกิดขึ้นจากหมัด “ทั้งเมืองทะเลทราย มีไม่กี่คนที่สามารถทำแบบนี้ได้ บอกข้ามาว่าใครที่ทำร้ายเจ้า!”

 

ถ้าอู่โม่โดนรุ่นเยาว์ทำให้บาดเจ็บ เขาคงต้องโทษตัวเองที่ไม่แข็งแกร่งพอ

 

แต่ถ้าเป็นกรณีผู้ใหญ่รังแกเด็กน้อยล่ะก็......

 

อู่เฉินไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ไปได้ หาไม่แล้ว ในอนาคตไม่ว่าใครก็สามารถรังแกคนตระกูลอู่ได้งั้นสิ ?

 

“ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่”

 

อู่โม่ดึงเสื้อขึ้นมาปิด แล้วส่ายหน้าก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “คนที่ทำให้ข้าบาดเจ็บก็คือ จางหยู” เมื่อเทียบกับจางหยูแล้ว สามอัจฉริยะที่เลืองชื่อในเมืองทะเลทรายอย่างพวกเขา กลายเป็นเรื่องขำๆไปเลย

 

อู่เฉินแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา  “ จางหยูรึ?”

 

“ข่าวลือที่ว่าเขาอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้น 4 เป็นเรื่องในอดีต หลังจากที่ต่อสู้กัน ข้าถึงเข้าใจว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขานั้น อาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่าฉีซวนขั้น 8 หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ!”  อู่โม่นึกถึงตอนที่อีกฝ่ายชกหมัดมาที่เขา ในใจก็รู้สึกกลัวขึ้นมา  “ตลอดหลายปีมานี้ ทุกคนต่างโดนเขาหลอก...”

 

ชัดแล้วว่าการบ่มเพาะของเขานั้นต้องสูงกว่าขอบเขตฉีซวนขั้น 8 แน่ๆ แต่ทว่าเขากลับเก็บซ่อนมันไว้ตั้งหลายปี คนผู้นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ !

 

“ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะไม่ได้อ่อนแอ แต่เจ้าก็ไม่ควรเข้าร่วมสำนักคังเฉียงไม่ใช่หรือ?” อู่เฉินขมวดคิ้ว เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวของอู่โม่ ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “หรือว่าเขาบังคับเจ้า?”

 

อู่โม่รีบอธิบายทันที “ไม่ เขาไม่ได้บังคับข้า ข้าเต็มใจที่จะเข้าร่วมกับสำนักคังเฉียง เพราะเขาบอกว่า ตราบใดที่ข้าเข้าร่วมกับสำนักคังเฉียง เขาจะสอนสิ่งที่เรียกว่า ‘ทักษะจี๋อู่’ ให้กับข้า ทักษะนี้สามารถเพิ่มพลังลมปราณ และทำให้ลมปราณเปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น นี่คือทักษะที่ตัวเขาเองฝึกฝนอยู่...”

 

จางหยูบอกแบบนี้ แต่ไม่ได้บอกอู่โม่ว่า ‘ทักษะจี๋อู่’ในตอนนี้ สามารถบ่มเพาะได้แค่ขอบเขตฉีซวนขั้น 1 เท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ‘ทักษะจี๋อู่’ ที่จางหยูคิดจะสอน ก็ไม่ใช่‘ทักษะจี๋อู่’ฉบับสมบูรณ์อีกด้วย เขาคิดจะเพิ่มข้อผิดพลาดลงไปในทักษะสัก3-4ข้อ

 

“ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่ายิ่งระดับการบ่มเพาะสูงขึ้น มันยิ่งยากที่จะทะลวงผ่านไปได้ การบ่มเพาะของข้าหยุดอยู่ที่ขั้น 6 มา 2 ปีแล้ว และข้าก็ไม่อาจทะลวงผ่านไปได้เร็วๆนี้” อู่โม่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่อู่เฉินด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าต้องหาทางเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง.....”

 

พูดตรงๆแล้ว ‘ทักษะเมฆาล่องลอย’ ของตระกูลอู่ก็ไม่ได้แย่ แต่ถ้าพบกับทักษะที่ดีกว่าแล้ว อู่โม่ก็ไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนทักษะของตัวเอง แม้ว่ามันจะทำให้เขาต้องเสียเวลามาบ่มเพาะใหม่ก็ตาม

 

และ ‘ลมปราณ’ ที่จางหยูแสดงออกมา มันก็เกินกว่าที่อู่โม่จะรู้สึกได้ จึงไม่แปลกที่เขาจะเข้าใจว่ามันน่ากลัว

 

อู่เฉินนั่งฟังอย่างเงียบๆ ผ่านไปไม่นาน เขาก็ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน “ ไปกันเถอะ”

 

“ไป? ไปไหน ?”

 

“ไปลาออก!” อู่เฉินมองไปที่อู่โม่อย่างใจเย็น

 

“ห๊ะ?” อู่โม่กังวลขึ้นมา “ท่านพ่อ ทำไมกัน? หรือท่านยังคิดว่าจางหยู โกหกข้างั้นรึ ?”

 

อู่เฉินโบกมือให้อู่โม่ใจเย็นลง และพูดขึ้นมาว่า “ข้าเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าพูดมานั้นเป็นความจริง และข้าเองก็เชื่อว่า จางหยูไม่ได้โกหกเจ้า “

 

“งั้นแล้วทำไม?”

 

อู่โม่รู้สึกสับสนเล็กน้อย ในเมื่อท่านพ่อเชื่อ แล้วทำไมถึงได้ห้ามตัวเองอยู่อีก

 

“จริงๆแล้ว ข้าก็ชื่นชมเด็กคนนั่นนะ ที่อุตส่าห์อดกลั้นมาได้ตั้งหลายปี แม้แต่คนทั่วไปก็ยังทำไม่ได้ ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาที่เขา เขาก็ยังสามารถปกปิดพลังของตัวเองได้ นี่มันยอดเยี่ยมมาก!”  อู่เฉินพูดขึ้นมา “แต่ยังไงซะ รุ่นเยาว์ก็ยังคงเป็นรุ่นเยาว์ เขายังคงขาดประสบการณ์อยู่มาก จนถึงตอนนี้ก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว”

 

“จริงอยู่ว่า ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ เป็นอันดับต้นๆของเมืองทะเลทราย ถ้าหากเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม มันก็ไม่มีใครที่จะชนะเขาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยิ่งใหญ่ ในทางกลับกัน ตอนนี้เขาได้เปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาแล้ว ซึ่งการกระทำนี้เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด”

 

“เจ้าลองคิดดูว่า มีขุมกำลังมากเพียงใดที่คิดจะฉวยประโยชน์จากสำนักคังเฉียง ?”

 

“ขุมกำลังเหล่านั้น เป็นคนดีอย่างงั้นรึ?”

 

“ที่ไม่มีใครแตะต้องเขา เพราะพ่อของเขาแค่หายตัวไป ทุกคนยังหวาดกลัวพ่อของเขา และเกรงว่าพ่อของจางหยูจะกลับมาสักวันหนึ่ง บวกกับตัวเขานั้นก็ไม่สามารถคุกคามพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจจางหยูมากนัก....”

 

“แต่ตอนนี้มันต่างไปจากเดิมแล้ว เขาได้เผยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา ข้ากลัวว่าทุกขุมกำลังที่คิดจะฉวยประโยชน์จากสำนักคังเฉียงคงไม่นิ่งเฉยแน่ พวกมันไม่ใช่ตัวดีอะไร เมื่อเห็นภัยกำลังก่อตัวขึ้น สิ่งที่พวกมันจะทำเป็นอย่างแรกคือ กำจัดภัยนั้นตั้งแต่ต้น”

 

พูดถึงตรงนี้ อู่เฉินก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้า “เฮ้อออ จางหยูผู้นี้ เกรงว่าคงมีชีวิตได้อีกไม่นาน”

 

หากต้องเผชิญหน้ากับขุมกำลังพวกนั้น ต่อให้เป็นนักสู้ฉีซวนขั้น 8 หรือฉีซวนขั้น 9 ก็ไม่อาจต่อกรได้

 

“นี่มัน....”

 

แม้ว่ามันยากที่จะยอมรับเรื่องนี้ แต่อู่โม่ก็ต้องยอมรับว่า คำพูดของท่านพ่อมีเหตุผลมาก

 

“ทำไม หรือเจ้าลังเลที่จะละทิ้งโอกาสนี้?”  อู่เฉินมองเห็นความไม่ยินยอมของอู่โม่ จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “เจ้าคิดว่าเจ้าเด็กจางหยูนั่นจะสอน‘ทักษะจี๋อู่’ ให้กับเจ้า ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเข้าสำนักคังเฉียงรึไง?  เจ้าอยากให้ตระกูลอู่ของพวกเราช่วยปกป้องจางหยู เพราะทักษะที่พวกเราไม่รู้จักงั้นหรือ?”

 

แม้ว่าตระกูลอู่จะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังห่างไกลกับคำว่าไร้เทียมทาน

 

ถ้าสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซานร่วมมือกัน มันก็เพียงพอที่จะทำลายตระกูลอู่ได้!

 

ตอนนี้เอง อู่โม่ก็เข้าใจเหตุผลหลายๆอย่าง ถึงแม้ว่าในใจจะรู้สึกเสียดาย แต่เขาก็ยังพยักหน้าเห็นด้วยกับบิดา “ ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ พวกเราไปลาออกจากสำนักนี้กันเถอะ”

 

“เจ้าเข้าใจแล้วก็ดี” อู่เฉินยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เขาค่อนข้างพอใจกับการแสดงออกของบุตรชายมาก

.....

ทางตะวันตกของเมืองทะเลทราย ณ.สำนักคังเฉียง

 

“ภารกิจเสร็จสิ้น โฮตส์จะรับรางวัลหรือไม่ ? “

 

“ รับ !”

 

“รางวัล ‘การปรุงยา 1 ดาว’ โปรดตรวจสอบด้วยตัวเอง “

 

ทันใดนั้น ก็มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการปรุงยาไหลเข้ามาในหัวของจางหยู แต่ไหนแต่ไรมา จางหยูไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการปรุงยามาก่อน แต่ตอนนี้เขาได้ก้าวกระโดดไปเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวแล้ว

 

จางหยูนั่งเงียบๆอยู่ริมเตียง เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ไหลเข้ามาในหัวของตน

 

มันมียาอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยาเพิ่มเลือด ยาฟื้นฟู ยายืดอายุหรือแม้แต่ยาทะลวงคอขวด หากแยกตามคุณภาพแล้ว มันแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ยาระดับเดียวกันนั้น ถ้ายิ่งมีคุณภาพดี ลวดลายบนผิวของเม็ดยาก็ยิ่งมาก...

 

จำนวนนักปรุงยานั้นมีอยู่น้อยนิดมาก น้อยถึงขนาดที่ว่าในเมืองทะเลทรายแห่งนี้ ไม่มีนักปรุงยาเลยสักคน ในราชวงศ์โจวอันกว้างใหญ่ มีนักปรุงยาไม่ถึงหนึ่งร้อยคน และส่วนใหญ่ก็อยู่ที่เมืองหลวงของราชวงศ์โจวอย่าง “เมืองเสี๋ยนตัน” ด้วยจำนวนที่น้อยนิดแบบนั้น สามารถจินตนาการได้ว่า ตำแหน่งของนักปรุงยาจะสูงส่งเช่นไร

 

แม้แต่นักปรุงยา 1 ดาวก็ยังได้รับความเคารพอย่างสูง จนแม้แต่นักสู้ขอบเขตฉีซวนขั้น 9 ก็ไม่กล้าที่จะยั่วยุอีกฝ่าย

 

แน่นอนว่า ถ้าความแข็งแกร่งของเจ้าตัวนั้นอ่อนแอเกินไป  ก็มีความเป็นไปได้มากว่า จะถูกตระกูลใหญ่กักขังและเลี้ยงดูเหมือนสัตว์เลี้ยง...

 

“รางวัลนี้ก็ไม่ได้แย่นัก” จางหยูคลี่ยิ้มออกมา

 

ทักษะนักปรุงยาที่ระบบให้มานี้ ไม่ใช่แค่ทำให้เขาได้กลายเป็นนักปรุงยา 1 ดาวเท่านั้น แต่ยังเป็นนักปรุงยา 1 ดาวที่เก่งที่สุดอีกด้วย ตราบใดที่เขาปรุงยาตามความจำที่มีในหัว เขาก็สามารถทำยาลวดลายระดับสามขึ้นมาได้!

 

ยาจะถูกแบ่งออกเป็นยาที่มีลวดลายกับยาที่ไร้ลวดลาย ในบรรดายาที่มีลวดลายนั้น ยาลวดลายระดับ 3 ดีที่สุด !

 

นักปรุงยา 1 ดาวทั่วไป จะต้องปรุงยาหลายสิบหรือหลายร้อยหม้อ จึงจะสามารถปรุงยาลวดลายระดับ 3 ออกมาได้ แต่จางหยูนั้น แค่ปรุงยาครั้งเดียวก็ได้ยาลวดลายระดับ 3 แล้ว

 

“เอาเรื่องปรุงยาไว้ก่อน ตอนนี้เราควรคิดหาวิธีพัฒนา‘ทักษะจี๋อู่’ขั้นที่ 2 ”  จางหยูคิดสักพัก ก่อนจะตัดสินใจ

 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากปรุงยา แต่หม้อปรุงยาและวัตถุดิบในการทำยาของสำนัก ถูกชิงไปเมื่อ 7 ปีก่อน แม้ว่าเขาจะอยากปรุงยา ก็ต้องมีหม้อปรุงยาและสมุนไพรซะก่อน ทว่าราคาของวัตถุดิบนั้นค่อนข้างสูงมาก ด้วยสถานะทางการเงินของจางหยูในตอนนี้ เกรงว่าคงไม่อาจหาซื้อมันได้ชั่วคราว  

 

บางทีถ้าพี่น้องตระกูลอู่จ่ายค่าเรียนมา สถานะทางการเงินของจางหยูคงดีขึ้น

 

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ตอนนี้ได้แต่รอให้พวกเขานำเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนก่อน ถึงจะมีเงินไปซื้อหม้อปรุงยากับวัตถุดิบมาได้ จากนั้นก็ลองปรุงยาเล่นๆสักรอบ” จางหยูรู้สึกคันที่หัวใจขึ้นมา เขาเริ่มจินตนาการถึงฉากที่สองพี่น้องนำเงินมาให้

 

เมื่อมีแผนในหัว จางหยูก็ลุกขึ้นยืน และเดินไปที่หอตำราทันที

 

เมื่อมีประสบการณ์ จากการแก้ไขทักษะการบ่มเพาะฉีซวนขั้น 1 จางหยูก็เริ่มคล่องกับการแก้ไขทักษะมากกว่าเดิม ครั้งนี้ เขาใช้เวลาไม่ถึง 2 ชม. ในการแก้ไขทักษะการบ่มเพาะฉีซวนขั้น 2  ของ‘ทักษะจี๋อู่’

 

เมื่อมองไปยังทักษะใหม่ที่เพิ่งสุกจากเตาร้อนๆ ใบหน้าของจางหยูก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

 

[ทักษะจี๋อู่ : ระดับธรรมดาขั้นต่ำ มีทั้งหมด 2 ขั้น สามารถฝึกฝนถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 2  มีข้อผิดพลาดเฉลี่ยขั้นละ 0 จุด]

 

ทักษะที่ทำให้โลกต้องสั่นสะเทือนนี้ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยฝีมือของจางหยู ถึงแม้ว่าตอนนี้จะสามารถบ่มเพาะถึงขอบเขตฉีซวนขั้น 2  แต่เขาก็มั่นใจว่าจะทำให้มันสมบูรณ์ได้ในไม่ช้า

 

จางหยูคุกเข่าลง และเริ่มฝึกฝนทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 2 ทันที โดยไม่ลังเล

 

ผ่านไปไม่นาน การบ่มเพาะของจางหยูก็ทะลวงขอบเขตฉีซวนขั้น 1 ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็พุ่งพรวดไปที่ขอบเขตฉีซวนขั้น 2 สูงสุด

 

ตอนที่จางหยูเพิ่งบ่มเพาะพลังเสร็จ เสียงเห่าของเสี่ยวเฉียงก็ดังมาจากด้านนอกหอตำราอีกครั้ง  “ โฮ่ง...โฮ่ง...”

 

“จางหยู ออกมา ! จางหยู ออกมา....จางหยู ออกมา...”

 

เมื่อได้ยินเสียงนั้นดังสะท้อนไปทั่วสำนัก จางหยูก็นิ่งไปครู่หนึ่ง  ฉากนี้.....มันดูคุ้นๆอย่างไรไม่รู้

 

 

รีวิวผู้อ่าน