px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  21 : เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นกลางที่น่ากลัว


ตอนที่  21 : เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นกลางที่น่ากลัว

แม้ว่าจะอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 แต่ความแข็งแกร่งของจางหยูนั้นเหนือกว่าอู่ซินซินและพวกหลินหมิงมาก

 

หากจะใช้คำพูดมาอธิบายถึงความแข็งแกร่งของจางหยูแล้วล่ะก็ มันคงเป็นคำว่า....ไร้เทียมทาน !

 

หลังจากที่บ่มเพาะ “ทักษะจี๋อู่” ฉบับสมบูรณ์ ลมปราณในตัวจางหยูก็น่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นความแข็งแกร่งของเขาจึงก้าวข้ามขอบเขตฉีซวนไปไกลมาก บางทีหากจะเรียกว่าผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนก็ไม่ถือว่าเกินเลยนัก

 

ลมปราณไหลมารวมตัวกันอยู่ที่ขา ทำให้จางหยูระเบิดความเร็วที่น่ากลัวออกมา ไม่ว่าเขาจะผ่านไปที่ไหน ก็จะเกิดสายลมหอบใหญ่ขึ้นมา ทำให้ใบหญ้าทั้งสองข้างทางถูกสายลมพัดจนแทบขาด

 

แค่ไม่กี่อึดใจ จางหยูที่หายตัวไปก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง โดยยืนอยู่ตรงหน้าจั่นเฟิงและลัวจวินที่กำลังหลบหนี

 

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของจางหยู ได้สร้างความตกใจให้กับสองคนนั้น พวกเขาพากันหยุดวิ่ง และมองไปที่จางหยูราวกับเห็นผี เขามองจางหยูด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ เจ้า เจ้า....”

 

พวกนั้นหันกลับไปมองที่ด้านหลัง และเห็นที่ข้างกายของอู่โม่ว่างเปล่า จากนั้นก็หันกลับมามองจางหยูที่เหมือนมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาตั้งแต่แรก

 

พระเจ้า นี่มันห่างตั้ง 30 ฟุตเลยนะ !

 

ความเร็วของมนุษย์ สามารถเร็วได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?

 

“ว่อ.....ว่อซวน” สีหน้าของจั่นเฟิงพลันขาวซีด เขากลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับปากสั่นขึ้นมา

 

การระเบิดพลังที่น่าทึ่งเช่นนี้ ความเร็วที่น่ากลัวแบบนี้ บวกกับการที่เขามองระดับการบ่มเพาะของจางหยูไม่ออก นอกจากเหตุผลที่จางหยูเป็นนักสู้ระดับว่อซวนแล้ว เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้อื่นไม่ออกเลย

 

เมื่อได้ยินคำพูดของจั่นเฟิง  ลัวจวินก็หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม  “ เป็นไปได้ยังไง มันเป็นไปได้ยังไง ....”

 

เขากรีดร้องในใจด้วยความลนลานและความกลัว “ใครก็ได้บอกข้าที ไอ้เด็กนี่ขึ้นไปถึงระดับว่อซวนได้ยังไง? ไม่ใช่ว่ามันควรจะอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 7 หรือขั้นที่ 8 รึไง ?”

 

ลัวจวินกำหมัดแน่นและสบถออกมา “หลินไห่หยา ไอ้แก่นี่ !”

 

การให้พวกเขาสองคนมาฆ่านักสู้ระดับว่อซวน ก็เท่ากับส่งพวกเขาสองคนมาตาย!

 

ไม่ต้องพูดถึงพวกเขาสองคนเลย ต่อให้ขนยอดฝีมือทั้งเมืองทะเลทรายออกมา ก็ไม่ใครสามารถรับมือกับขอบเขตว่อซวนได้

 

“จบแล้ว มันจบแล้ว !” จั่นเฟิงถอดใจตั้งแต่ก่อนจะสู้ เขากลัวมากจนแสดงสีหน้าที่สิ้นหวังออกมา

 

 “หนี ! ต้องหนี !” ความหยิ่งผยองของลัวจวินก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับนักสู้ระดับว่อซวนนั้น เขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากหนี

....

ต่างจากความรู้สึกของจั่นเฟิงและลัวจวิน เหล่าศิษย์สำนักคังเฉียงนั้นต่างมองไปที่จางหยูด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

 

 “ความเร็วของเจ้าสำนักช่างเร็วมาก!”

 

“พระเจ้า แค่พริบตาเดียวเจ้าสำนักก็ตามสองคนนั้นทัน !”

 

 “เร็วเกินไปแล้ว! ข้ามองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเจ้าสำนักเลยแม้แต่น้อย !”

 

ทุกคนล้วนประหลาดใจและมองไปที่จางหยูด้วยสายตาเทิดทูน

 

อู่ซินซินมองไปที่จางหยูโดยไม่กระพริบตา “พี่ใหญ่นี่สุดยอดไปเลย!” อยู่ๆนางก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดียิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะความสับสนของนางแล้ว เกรงว่านางคงไม่มีโอกาสได้เป็นศิษย์ของสำนักคังเฉียง

 

หลินหมิงยิ่งทวีความเทิดทูนมากขึ้นกว่าเดิม เขามองไปที่จางหยูด้วยแววตาที่เร่าร้อน “นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าสำนัก !”

 

“ความเร็วนี่....มันเร็วยิ่งกว่าเดือนก่อนซะอีก!” อู่โม่อุทานออกมา ในบรรดาศิษย์ทุกคนที่อยู่ที่นี่ เขาคิดว่าตัวเองรู้ถึงความแข็งแกร่งของจางหยูดีที่สุด แต่ตอนนี้เขากลับค้นพบว่าตัวเองยังคงประเมิณจางหยูต่ำไปอยู่ดี “ที่แท้ ตอนที่เจ้าสำนักสู้กับท่านพ่อ เขาไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริงเลย!”

 

เวลานี้ ภาพลักษณ์ของจางหยูในใจของอู่โม่ ก็กลายเป็นคนที่ลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดาได้

 

เขาถึงกับสงสัยว่าตอนนี้ จางหยูก็ยังไม่ใช้พลังทั้งหมดออกมา!

 

“เกรงว่าในเมืองทะเลทรายแห่งนี้ ไม่มีใครทำให้เจ้าสำนักใช้พลังทั้งหมดออกมาได้ !” อู่โม่คิดในใจอย่างเงียบๆ “ต่อให้เป็นท่านพ่อก็คงจะทำไม่ได้  หลินไห่หยาและลัวเยว่ซานก็ทำไม่ได้เช่นกัน”

 

เมื่อเห็นใบหน้าที่ยังคงสงบนิ่งของจางหยู  อู่โม่ก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวของยอดฝีมือจากตัวอาจารย์เขา

....

อีกด้านหนึ่งของป่า

 

“ไว้...ไว้ชีวิตข้าด้วย เจ้าสำนักจาง” จั่นเฟิงล้มเลิกความคิดที่จะหนี และหันมาร้องขอความเมตตาแทน

 

เขารู้ดีว่าถ้าหากนักสู้ระดับว่อซวนตัดสินใจที่จะฆ่า ต่อให้เขาหนีกลับไปที่สำนักเฉินกวงได้ แต่สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี

 

ในเมืองเล็กๆที่ห่างไกลเช่นนี้ ผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนนั้นเหมือนกับพระเจ้า เขาสามารถตัดสินความเป็นตายของคนอื่นได้ โดยที่ไม่มีใครสามารถคัดค้านได้ ต่อให้เป็นเจ้าสำนักเฉินกวง หลินไห่หยา ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้

 

ลัวจวินเองก็ได้สติจากความกลัว และร้องขอความเมตตา  “ จาง....เจ้าสำนักจาง พวกเราโดนบังคับ ยกโทษให้พวกเราด้วย !”

 

น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและแสดงให้เห็นถึงความกลัว

 

จางหยูยกมือกอดอกแล้วพูดด้วยท่าทีสบายใจว่า “ไว้ชีวิตพวกเจ้า? ได้สิ ตราบใดที่พวกเจ้ารับการโจมตีของข้าได้ ข้าก็จะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น จั่นเฟิงและลัวจวินก็ใจสั่นไหวขึ้นมา สีหน้าของพวกเขาขาวซีดพร้อมกับขาที่อ่อนแรง

 

รับการโจมตีของนักสู้ระดับว่อซวน มันต่างจากการฆ่าพวกเขาตรงไหนกัน?

 

พวกเขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสามารถเพียงพอที่จะรับการโจมตีจากนักสู้ระดับว่อซวนได้ !

 

จางหยูไม่สนใจว่าคนพวกนั้นจะคิดอะไรอยู่ เขาพูดต่อไปว่า “อีกอย่าง ข้าขอเตือนพวกเจ้าสักประโยคแล้วกัน นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ข้าเพิ่งสร้างขึ้นมา ซึ่งมันอยู่ระดับ....ธรรมดาขั้นกลาง”

 

เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นกลาง  !

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น จั่นเฟิงและลัวจวินก็เหมือนได้เห็นแสงแห่งความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าสิ้นหวังนี้ พวกเขาเริ่มใจเย็นลง

 

ถ้ามันเป็นเคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นกลางล่ะก็ พวกเขาก็มีโอกาสรอด

 

ในความคิดของพวกเขานั้น เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นต่ำและขั้นกลางมีขีดจำกัดในการเพิ่มพลังต่อสู้ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ เคล็ดวิชาเหล่านี้ดีกว่าการโจมตีธรรมดาเล็กน้อย ถ้าพวกเขาโชคดี พวกเขาอาจจะรอดจากการโจมตีของจางหยูก็ได้

 

 “ข้าหวังว่าเจ้าสำนักจางจะพูดจริง !” จั่นเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตั้งสมาธิเพื่อเตรียมรับมือ

 

ลัวจวินควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เขาบังคับให้จิตใจของตัวเองเย็นลง เพื่อที่จะอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดขณะเผชิญหน้ากับจางหยู

 

จางหยูเหลือบมองพวกเขาเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปพูดกับเหล่าลูกศิษย์ที่ยืนอยู่อีกด้านด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าดูดีๆ นี่คือเคล็ดวิชาที่ข้าจะสอนพวกเจ้าในวันพรุ่งนี้ เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า....ฟัน “

 

เมื่อพูดจบ ร่างของจางหยูก็หมุน 180องศาอยู่กับที่ จากนั้นก็ฟันมือออกไป

 

การเคลื่อนไหวของเขานั้นเรียบง่ายและราบรื่น มันไม่ได้ดูพิเศษอะไร ดูเผินๆก็เหมือนกับการฟันมือออกไปธรรมดาๆ

 

การเคลื่อนไหวของจางหยูดูธรรมดามาก ชื่อของเคล็ดวิชาก็ธรรมดาเช่นกัน ฟัน คำเดียวสั้นๆ ชื่อเคล็ดวิชาแบบนี้ ทั่วทั้งทวีปป่านั้นหาพบได้ยาก ความจริงแล้ว การจะสร้างเคล็ดวิชาใดเคล็ดวิชาหนึ่งขึ้นมา ผู้สร้างต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจรวมไปถึงเลือดเนื้อในระหว่างการสร้าง ดังนั้นไม่มีใครยอมตั้งชื่อธรรมดาๆแบบนี้หรอก เพราะมันเหมือนไม่เคารพตัวเอง และไม่เคารพต่อเคล็ดวิชาที่สร้างขึ้นมา

 

อู่โม่และคนอื่นๆมองดูด้วยสีหน้าที่ไม่ใส่ใจ เคล็ดวิชานี้ดูธรรมดามาก ยากที่จะทำให้พวกเขารู้สึกสนใจขึ้นมาได้

 

ถ้าไม่ใช่เพราะจางหยูบอกให้พวกเขาตั้งใจดู พวกเขาคงไม่คิดที่จะสนใจเลยด้วยซ้ำ

 

จั่นเฟิงและลัวจวินรู้สึกเหมือนโดนหยาม ยิ่งเมื่อเห็นกระบวนท่าที่จางหยูแสดงออกมา พวกเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “นี่เรียกว่าเคล็ดวิชาเหรอ?” พวกถึงกับสงสัยว่า กับอีกแค่การฟันมือธรรมดาๆ ยังมีหน้าบอกว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเชียวหรือ

 

ถ้านี่เรียกว่าเคล็ดวิชาต่อสู้ล่ะก็ ไม่ใช่ว่าคนธรรมดาก็สามารถสร้างเคล็ดวิชาต่อสู้ได้รึไง ?

 

จั่นเฟิงและลัวจวินพยายามกลั้นรอยยิ้ม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้จางหยูโมโหขึ้นมา

 

“หากว่านี่คือเคล็ดวิชาที่เขาพูดถึง งั้นเราก็มีหวัง !” ทั้งจั่นเฟิงและลัวจวินต่างเผยรอยยิ้มจางๆออกมา ในใจของพวกเขาเริ่มผ่อนคลายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาที่จางหยูให้ความสำคัญ จะเรียบง่ายแบบที่เห็นงั้นรึ ?

 

“ตูม.....” ด้านข้างของป่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นมา

 

ก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัวก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นมาอีกครั้งและต่อเนื่อง “ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม !”

 

พริบตาเดียว ราวกับมีพายุที่ทรงพลังเกิดขึ้น โดยมีจางหยูเป็นศูนย์กลาง เมื่อพายุพัดออกไป ก็เกิดเสียงดังสนั่นแสบแก้วหูขึ้นมา ความรุนแรงของพายุนั้นน่าสะพรึงกลัวมาก แม้แต่ก้อนหินบนพื้นก็ยังถูกม้วนเข้ามาในพายุ ต้นไม้ที่อยู่รอบๆพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง พายุที่ปรากฏขึ้นพุ่งเข้าใส่จั่นเฟิงและลัวจวิน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสองคน ร่างของพวกเขาก็ถูกกลืนหายเข้าไปแล้ว

 

ใจกลางพายุ จั่นเฟิงและลัวจวินที่ถูกม้วนขึ้นในในอากาศ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยเลือดมากมาย เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของพวกเขา “อ๊ากกกกกกก!” ต้นไม้ที่อยู่ใกล้รัศมีของพายุต่างถูกโค่นจนโล่งเตียน และถูกม้วนขึ้นไปในอากาศ

 

อู่โม่, อู่ซินซิน, หลินหมิงและคนอื่นๆต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ พวกเขามองจั่นเฟิงและลัวจวินที่อยู่ในพายุด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

 

ผ่านไปสักพัก พายุที่น่ากลัวก็ค่อยๆหยุดลง จากนั้นร่างของทั้งสองคนรวมไปถึงก้อนหิน ต้นไม่ก็พากันร่วงลงมาที่พื้นอย่างแรง บนร่างของทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลลึกมากมาย  แทบไม่มีส่วนไหนที่ไม่มีแผล นอกจากนี้ร่างของพวกเขาก็ยังถูกฝังอยู่ท่ามกลางเศษซากต้นไม้และก้อนหิน โดยที่ไม่ส่งเสียงใดๆออกมา

 

พื้นดินเต็มไปด้วยหลุม ราวกับว่าเพิ่งผ่านหายนะของวันสิ้นโลกมาอย่างไรอย่างนั้น พื้นดินโดยรอบล้วนถูกพลิกขึ้นมา และอยู่ในสภาพที่เสียหายหลายจุด

 

ภายใต้แสงจันทร์ที่มืดสลัว จางหยูได้ยืนอยู่ท่ามกลางหลุมนับไม่ถ้วน เขาจ้องมองไปที่ศพของสองคนนั้นด้วยแววตาที่เรียบเฉย สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย

 

ทุกอย่างเงียบสนิท !

 

ศิษย์ทุกคนรวมไปถึงอู่โม่และอู่ซินซินต่างก็พากันกลั้นลมหายใจขึ้นมา ในดวงตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง

 

พวกเขาไม่เคยเห็นจางหยูโจมตีมาก่อน และคาดไม่ถึงว่าพอจางหยูลงมือขึ้นมาจริงๆ จะน่าตกตะลึงเช่นนี้ พลังทำลายล้างของเขานั้นน่าสะพรึงกลัวมาก!

 

พลังทำลายล้างของผู้บ่มเพาะระดับว่อซวน! บนร่างของจางหยูราวกับอาบไปด้วยแสงแห่งเกียรติยศ!

 

แม้ว่าจางหยูจะเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนปลอมๆ แต่ความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมานั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับระดับว่อซวนของจริง !

 

ผ่านไปสักพัก——

 

“ นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าสำนักงั้นรึ ?”

 

“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว  !”

 

 “ ไร้เทียมทาน ! “

 

เมื่อลมเย็นๆพัดผ่านมา ก็ได้ปลุกสติเหล่าลูกศิษย์จากภวังค์ สายตาของพวกเขาละจากศพของจั่นเฟิงและลัวจวิน ก่อนจะมองไปที่ จางหยูอีกครั้ง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ

 

วินาทีนี้ สายตาของลูกศิษย์ทุกคนต่างจ้องมองไปที่จางหยูเป็นตาเดียว ในสายตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส ราวมองดูเทพเจ้าอยู่

 

 

รีวิวผู้อ่าน