px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  23 : ทวงหนี้แค้น (II)


ตอนที่  23 : ทวงหนี้แค้น (II)

โม่เทียนโฉวลนลานเล็กน้อย ก่อนจะใจเย็นลงแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าโกหก! อย่างเจ้าเนี่ยนะ สามารถสังหารรองเจ้าสำนักจั่นเฟิงกับรองเจ้าสำนักลัวจวินได้? ฝันเฟื่อง !”

 

จั่นเฟิงกับลัวจวินเป็นนักสู้ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 ในเมืองทะเลทรายแห่งนี้ พวกเขาถูกจัดให้เป็นยอดฝีมือระดับสูง นอกจากอู่เฉิน, หลินไห่หยาและลัวเยว่ซานแล้ว ไม่มีใครที่เป็นภัยต่อสองคนนี้ได้เลย โม่เทียนโฉวไม่เชื่อว่าจางหยู จะสามารถฆ่าสองคนนั้นด้วยตัวเองได้

 

“ช่างมันเถอะ ข้าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแล้ว” จางหยูหมดความอดทนที่จะพูดกับโม่เทียนโฉวต่อ

 

ตาของเขาเป็นประกาย ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นเงาเลือนราง ซึ่งทำให้ครูฝึกทุกคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง

 

เมื่อเงาเลือนรางจางหายไป จางหยูก็หายตัวไปจากที่เดิม ก่อนจะมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ข้างกายของโม่เทียนโฉว จากนั้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งกำคอของโม่เทียนโฉวไว้ “พูดมา หลินไห่หยาอยู่ที่ไหน?”

 

โม่เทียนโฉวที่โดนบีบคอก็หน้าเปลี่ยนสีทันที สมองของเขาพลันมึนงงเล็กน้อย

 

ทุกคนต่างถูกความเร็วของจางหยูทำเอาตกใจจนตาค้าง ในดวงตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อออกมา!

 

“เจ้า...มันเป็นได้ยังไงกัน!” โม่เทียนโฉวมองจางหยูด้วยท่าทีตกตะลึง เขารู้สึกราวกับว่ากำลังถูกคีมเหล็กบีบคอของตัวเองอยู่ ร่างกายของเขาพลันแข็งทื่อและไม่กล้าที่จะตอบโต้กลับ

 

จางหยูคิ้วขมวด “ ไม่บอกรึ ? งั้นก็ตายซะ !”

 

ตอนที่มือของจางหยูกำแน่นขึ้น ใบหน้าของโม่เทียนโฉวก็บิดเบี้ยวขึ้นมา จนต้องรีบตะโกนออกมาว่า“เดี๋ยวก่อน ข้าบอกแล้ว ข้าบอกแล้ว !”

 

เขาไม่มีเวลามาใคร่ครวญว่าทำไมจู่ๆจางหยูถึงได้แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ ดูจากลักษณะของจางหยูแล้ว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าพูดถ่วงเวลา  

 

 “เจ้าสำนัก...เจ้าสำนักได้ออกจากเมืองไปเมื่อตอนบ่าย” โม่เทียนโฉวพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่น “ข้าสาบาน ข้าไม่ได้โกหก เจ้าสำนักบอกว่าเขาจะไปรับใครบางคนและจะกลับมาอีกทีตอนบ่ายวันพรุ่งนี้ ใช่ ใช่ ลัวเยว่ซาน เจ้าสำนักหยุนซานก็ไปกับเขาด้วย...” ระหว่างเขากับหลินไห่หยานั้นมีความสัมพันธ์เชิงผลประโยน์ร่วมกัน ดังนั้นจึงไม่มีความภักดีเลยแม้แต่น้อย เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ปิดบังข้อมูลของอีกฝ่ายเพื่อเอาชีวิตรอด

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น จางหยูเลิกคิ้วขึ้นมา “ เขาออกจากเมืองไปงั้นรึ?”

 

ไม่แปลกใจเลยว่าทั้งๆที่เขาก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว แต่หลินไห่หยาก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาสักที ที่แท้ไอ้แก่นั่นก็ไม่ได้อยู่ในสำนักเฉินกวงนั่นเอง

 

“ ไอ้แก่นั่นโชคดีไป” จางหยูส่ายหน้าและมองไปที่โม่เทียนโฉวอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “พาข้าไปที่หอตำราของสำนักเฉินกวง”

 

โม่เทียนโฉวหนังตากระตุก ก่อนจะถามอย่างกังวลว่า “ เจ้าคิดจะทำอะไร !”

 

หอตำราคือหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญที่สุดของสำนักเฉินกวง เพราะในนั้นเก็บทักษะและเคล็ดวิชาที่สำนักเฉินกวงสั่งสมไว้มาหลายปี  ถ้าเกิดปัญหาขึ้นที่หอตำราแล้วละก็ หลินไห่หยาคงไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่

 

“ถามเยอะจริงๆ รีบๆพาข้าไปได้แล้ว !” ฝ่ามือของจางหยูกำแน่นขึ้น

 

โม่เทียนโฉวกัดฟันแน่นและรีบนำทางทันที

 

ครูฝึกที่อยู่รอบๆมองไปที่จางหยูด้วยความโกรธแค้น พร้อมกับเดินตามหลังไปติดๆ

 

จางหยูเดินตามหลังโม่เทียนโฉวไปเงียบๆ และสังเกตเห็นว่าเหล่าครูฝึกได้เดินตามหลังเขามา ทว่าจางหยูก็ไม่สนใจคนเหล่านั้น

 

หลังจากนั้นสักพัก พวกเขาก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ มันดูสง่างามและมีพื้นที่กว้างขวางยิ่งกว่าหอตำราของสำนักคังเฉียงหลายเท่า

 

ด้านบนเสาหินด้านนอกห้องโถงนั้น มีแผ่นหินซึ่งมีตัวหนังสือเขียนกำกับเอาไว้สามคำ --- ห้องตำรา

 

ไม่ว่าจะเป็นหอตำราหรือห้องตำรา ล้วนแล้วแต่มีความหมายเหมือนกัน นั่นก็คือเป็นสถานที่เก็บทักษะและเคล็ดวิชาต่างๆของสำนัก

 

“ที่นี่แหละ” โม่เทียนโฉวหยุดอยู่ที่ด้านนอกของห้องโถง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆและพูดขึ้นมา “สิ่งที่เจ้าบอกให้ข้าทำ ข้าก็ทำตามที่บอกแล้ว เจ้าจะปล่อยข้าไปได้รึยัง ?”

 

ท่ามกลางสายตาที่เคร่งเครียดของเขา จางหยูก็ค่อยๆคลายมือออก แต่ก่อนที่โม่เทียนโฉวจะได้ดีใจ ฝ่ามือของ จางหยูก็กำรอบคอของโม่เทียนโฉวอีกครั้ง และยกตัวเขาขึ้นมา จากนั้นฝ่ามือก็บีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ

 

“ ไม่...” โม่เทียนโฉวพูดได้แค่คำเดียว ก่อนจะพูดอะไรไม่ออก

 

เขาพยายามดิ้นรน สองเท้าของเขาเตะไปมาจนกระทั่งมีเสียงกระดูกหักดัง “กึก” ขึ้นมา จากนั้นเขาก็แน่นิ่งไป แววตาในดวงตาของเขาก็หายไปเช่นกัน

 

“ ข้าไม่เคยรับปากว่าจะปล่อยเจ้าไป” จางหยูโยนศพของโม่เทียนโฉวไปข้างๆ จากนั้นก็กล่าวเสียงเรียบว่า “หัวหอกทั้ง 9 คนเมื่อ 7 ปีก่อน จะไม่มีใครรอดไปได้ !”

 

หนี้แค้นเมื่อปีนั้น เขาจะสะสางเป็นรายคน

 

หนี้แค้นเมื่อ 7 ปีก่อนนั้น เขาจะทวงคืนทั้งต้นและดอก

 

จั่นเฟิง, ลัวจวินและโม่เทียนโฉวได้จ่ายหนี้แค้นไปแล้ว ต่อไปก็ถึงตาหลินไห่หยาและคนอื่นๆ

 

หลังจากที่ฆ่าโม่เทียนโฉวไปแล้ว จางหยูก็เงยหน้ามองไปรอบๆ

 

ครูฝึกที่อยู่รอบๆ ต่างก็ถอยหลังกลับไปด้วยความกลัว ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ปีศาจ ปีศาจ!”

 

ยามวัยกลางคนบอกว่าจางหยูนั้นเป็นผี แต่ตอนนี้พวกเขาเชื่อมันจากหัวใจว่า นี่ไม่ใช่ผีธรรมดาแต่เป็นปิศาจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าผี !

 

ครูฝึกที่อยู่รอบๆต่างก็รู้สึกกลัวและไม่คิดที่จะสู้ แม้แต่โม่เทียนโฉวที่อยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 8 ก็ยังถูกจางหยูสังหารได้อย่างง่ายดาย พวกเขาไม่กล้าคิดว่าตัวเองจะเป็นคู่มือของจางหยูได้

 

อย่าว่าแต่ลงมือโจมตีจางหยูเลย แค่จางหยูปลายตามองมา พวกเขาก็กลัวจนหัวหดแล้ว

 

จางหยูไม่ได้สนใจเหล่าครูฝึกที่หวาดกลัวเขา แต่เงยหน้ามองป้ายหิน “ห้องตำรา” อย่างเงียบๆ หลังจากที่ยืนยันว่าตนมาถูกที่แล้ว เขาก็ยกเท้าขึ้นและเดินเข้าไปในห้องตำราโดยไม่สนใจผู้ใด

 

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู มือข้างหนึ่งก็ล้วงถุงสีเทาออกมา ขณะที่อีกข้างก็ผลักประตูออก

 

ตอนที่ประตูถูกเปิดออก ร่างของจางหยูก็ถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาพติดตาทิ้งไว้ในตำแหน่งเดิม

 

“ตูม !”

 

จู่ๆก็มีพลังที่แข็งแกร่งอัดกระแทกมาจากทางด้านบน ทำให้ประตูหินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

 

จางหยูฉีกยิ้มออกมา ขณะที่สายตาก็จ้องมองไปที่ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู “ฉีซวนขั้นที่ 9 ?”

 

ไม่รอให้ชายชราเสื้อเทาได้ตอบกลับ จางหยูก็หัวเราะขึ้นมา “นึกไม่ถึงว่าในสำนักเฉินกวง นอกจากหลินไห่หยา และจั่นเฟิงแล้ว จะยังมีนักสู้ฉีซวนขั้น 9 อีกคน น่าสนใจจริงๆ”

 

ความแข็งแกร่งของชายชราชุดเทานี้มากกว่าจั่นเฟิง แต่ด้อยกว่าหลินไห่หยา เห็นได้ชัดแล้วว่าเขาอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุด

 

 “จางหยู !” ชายชราชุดเทาจ้องมองไปที่จางหยู ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะทำตามอำเภอใจได้ !”

 

เมื่อเห็นชายชราเสื้อเทา เหล่าครูฝึกก็เริ่มมีความหวังขึ้นมา

 

ตอนที่หลินไห่หยาออกจากสำนัก ชายชราชุดเทาคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนัก และยังมีพลังที่ยากจะคาดเดาได้!

 

การปรากฏตัวของชายชราเสื้อเทาคนนี้ ถือว่าสร้างความหวังให้กับทุกคน

 

จางหยูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ? หรือว่าปีนั้นเจ้าก็มีส่วนร่วมในการสร้างความวุ่นวายที่สำนักคังเฉียง?”

 

ชายชราชุดเทายังคงนิ่งเงียบและไม่พูดอะไรออกมา บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นไม่ปรากฏซึ่งอารมณ์ใดๆ ราวกับเป็นรูปปั้น

 

“เฮ้อออ ก็แค่นักสู้ฉีซวนขั้นที่ 9 เท่านั้นไม่ใช่เหรอ จะมาเสแสร้งทำตัวสูงส่งต่อหน้าข้าทำไม?” จางหยูส่ายหน้าอย่างจนใจ

 

วินาทีต่อมา จางหยูก็ลงมือโจมตีทันทีโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ซึ่งสถานการณ์นี้อยู่นอกเหนือการคาดเดาของชายชราในชุดเทา จางหยูปล่อยหมัดธรรมดาๆออกไป แต่ถึงอย่างนั้นหมัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาล

 

“ตูม!”

 

กว่าที่ชายชรารู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาถูกหมัดของจางหยูอัดเข้ากลางลำตัว จนร่างของเขากระเด็นออกไปกระแทกเข้ากับชั้นหนังสืออย่างจัง และไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ร่างเขายังทะลุไปชนชั้นหนังสือที่อยู่ด้านหลังอีกหลายชั้น จนในที่สุดร่างของเขาก็ร่วงลงสู่พื้น จนเกิดเป็นหลุมกว้างขึ้นมา ร่างของเขาแทบจะจมหายลงไปในพื้นดิน หัวเขาถูกกระแทกจนเกือบจะระเบิดออกมา

 

ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปอย่างเงียบๆ ในระหว่างนั้นเขาพูดแค่ประโยคเดียวเท่านั้น และนั่นก็คือประโยคสุดท้ายในชีวิตของเขา

 

ครูฝึกที่อยู่รอบๆพากันเหงื่อตกขึ้นมาอีกครั้ง

 

ใกล้ๆกับห้องตำรานี้  ไร้ซึ่งเสียงสกุณาใดๆ ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง ทุกอย่างตกลงสู่ความเงียบงัน

 

ผู้อาวุโสใหญ่ตายแล้ว  !

 

ยอดฝีมืออันดับที่สองของสำนักเฉินกวง ที่เป็นรองแค่หลินไห่หยาเพียงคนเดียว หลังจากที่พูดเพียงประโยคเดียว เขาก็ถูกจางหยูชกหมัดเดียวจนตาย!

 

ทุกคนต่างหวาดกลัวความแข็งแกร่งของจางหยู เสี้ยวความคิดที่จะต่อต้านก็หายวับไปในทันที

 

จางหยูดึงหมัดกลับมาและกล่าวเสียงเรียบๆว่า “ยืนนิ่งๆ อย่าขยับ ใครขยับคนนั้นตาย !”

 

เมื่อพูดจบ จางหยูก็หันกลับและเดินเข้าไปในห้องตำรา

 

เหล่าครูฝึกที่ยืนอยู่ด้านนอก ต่างยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่มีใครกล้ามองข้ามคำพูดของจางหยู การตายของชายชราชุดเทา ได้แสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างพวกเขากับจางหยู  สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นเงาหลอกหลอนพวกเขาไปตลอดชีวิต

 

เวลาผ่านไปสักพัก——

 

ครูฝึกของสำนักเฉินกวงยังยืนนิ่งอยู่หน้าห้องตำราราวกับคนโง่ โดยไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกนิ้ว

 

ตอนนี้ทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่ากระดูกของพวกเขาแทบจะแข็งตาย เพราะความหนาวเย็นจากลมยามค่ำคืน ทันใดนั้นเสียงของจางหยูก็ดังขึ้นมาจากห้องตำรา “ เข้ามาได้ !”

 

ทุกคนต่างก็มองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องตำราด้วยความกลัว

 

หลังจากที่เข้าไปในห้องตำรา แต่ละคนต่างก็ตะลึงงันกับภาพตรงหน้า

 

ห้องตำราอันกว้างใหญ่ อย่าว่าแต่หนังสือสักเล่มเลย แม้แต่กระดาษแผ่นเดียวก็ไม่มีแม้แต่เงา ชั้นหนังสือโดยรอบ รวมไปถึงบนพื้นต่างมีแต่ความว่างเปล่า

 

นี่ยังใช้ห้องตำราที่พวกเขาเคยเห็นใช่รึเปล่า ?

 

 “โหดร้ายเกินไปแล้ว  !” ครูฝึกของสำนักเฉินกวงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ “แม้แต่ทักษะหรือเคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นต่ำก็ไม่เหลือเลยรึ?”

 

ย้อนกลับไปในอดีต พวกเขาเคยได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักคังเฉียงมาก่อน และมีหลายคนที่ได้เข้าร่วมเหตุการณ์ในตอนนั้นด้วย แต่การปล้นชิงของจางหยูในครั้งนี้โหดร้ายกว่าในอดีตหลายเท่า ทั่วทั้งห้องตำราไม่เหลือแม้แต่เศษกระดาษ!

 

ทว่าความต่างเพียงอย่างเดียวที่เห็นได้ชัดก็คือ จางหยูไม่ได้ทำร้ายศิษย์หรือครูฝึกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่เขาฆ่าคือคนชั่ว

 

 “หยิบถุงกับกล่องเหล่านั้นแล้วตามข้ามา” จางหยูชี้ไปที่ถุงและกล่องไม้นับสิบที่วางอยู่อีกด้านหนึ่ง เขากวาดสายตามองเหล่าครูฝึกด้วยสายตาเกียจคร้าน พร้อมกับยิ้มเหมือนไม่ยิ้มออกมา “แน่นอนว่าพวกเจ้ามีสิทธิที่ปฏิเสธได้”

 

เหล่าครูฝึกต่างโกรธจนแทบระเบิดออกมา มาปล้นของของพวกเขาอย่างหน้าด้านๆ แล้วยังมีหน้าสั่งให้พวกเขาช่วยขนของให้อีก?

 

มันมีเรื่องตลกแบบนี้บนโลกที่ไหนกัน!

 

แต่ว่า...ปฏิเสธ ?

 

แต่เมื่อคิดถึงผลที่จะตามมา เหล่าครูฝึกของสำนักเฉินกวงก็พากันหน้าสลด พวกเขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า “ช่างเถอะ ขนก็ขนสิ อย่างไรเสียชีวิตน้อยๆของพวกเขาก็สำคัญกว่าศักดิ์ศรีหรือหน้าตาของพวกเขาหลายเท่า”

 

เหล่าครูฝึกสำนักเฉินกวงต่างช่วยกันขนย้ายอย่าง “ขะมักเขม้น” แต่ละคนต่างถือถุงแบกกล่องไว้ในมืออย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าถ้าช้าไปก้าวเดียว เดี๋ยวจางหยูจะคิดว่าพวกเขาปฏิเสธและความชิบหายจะมาเยือน

รีวิวผู้อ่าน