px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  24 :  ทวงหนี้แค้น (III)


ตอนที่  24 :  ทวงหนี้แค้น (III)

เหล่าครูฝึกของสำนักเฉินกวงพากันแบกกล่องและถุงเดินอยู่บนถนนอย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งดึงดูดสายตาที่แปลกใจจากผู้คนนับไม่ถ้วน

 

“ไม่ใช่ว่านั่นคือครูฝึกของสำนักเฉินกวงรึไง ? ดึกขนาดนี้แล้ว พวกเขาจะไปไหนกัน ?”

 

“ในถุงนั่นมันใส่อะไรกัน?”

 

พวกเขาดูคล้ายกับลิงยักษ์ในกรงที่ถูกคนมากมายเข้ามามุงดู และที่น่าหดหู่ใจมากที่สุดก็คือ การที่พวกเขาไม่กล้าตอบกลับฝูงชนเหล่านั้นได้

 

ภาพพจน์ของสำนักเฉินกวงแทบจะถูกทำลายโดยพวกเขา !

....

15 นาทีต่อมา จางหยูก็มาหยุดที่หน้าประตูจวนหลังหนึ่ง เหล่าครูฝึกสำนักเฉินกวงก็หยุดเช่นกัน

 

ยามที่หน้าประตูจวนถูกขบวนอันยิ่งใหญ่นั่นทำเอาตกตะลึงจนตาค้าง จากนั้นเขาก็ระวังตัวขึ้นมาทันที และใช้สายตาระแวดระวังจ้องมองไปที่จางหยู

 

จางหยูไม่ได้สนใจสายตาของยามและพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า “ ไปบอกผู้นำตระกูลของพวกเจ้าว่าจางหยูมาที่นี่”

 

ยามเฝ้าประตูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังกลุ่มครูฝึกของสำนักเฉินกวงที่อยู่ด้านหลังของจางหยู จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ และหมุนตัววิ่งเข้าไปในจวน

 

หลังจากนั้นสักพัก อู่เฉินก็ออกมาพร้อมกับอู่โม่และอู่ซินซิน

 

“ เจ้าสำนัก” อู่เฉินเดินเข้ามาหาจางหยู และตะโกนออกมาด้วยความเคารพ

 

อู่โม่และอู่ซินซินที่ยืนขนาบข้างซ้ายขวาอู่เฉิน ก็ตะโกนออกมาด้วยความเคารพเช่นกัน “เจ้าสำนัก !”

 

เมื่อสังเกตเห็นท่าทีเคารพนอบน้อมของสามพ่อลูกตระกูลอู่ที่มีต่อจางหยู ยามก็อึ้งไปสักพัก ถึงขั้นนึกว่าตัวเองมองผิดไป

 

จางหยูไม่สนใจว่ายามกำลังคิดอยู่ เขาพยักหน้าให้อู่เฉินเล็กน้อย จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้าช่วยข้าเก็บของพวกนี้ที ข้าจะมาเอาทีหลัง”

 

 “ ของ ?” อู่เฉินรู้สึกสับสนเล็กน้อยและมองไปตามนิ้วมือของจางหยู จากนั้นก็ตะลึงไปชั่วขณะ “คนพวกนั้นคือ....ครูฝึกของสำนักเฉินกวงงั้นรึ ?”

 

แต่ละสำนักจะก็มีเครื่องแบบเป็นของตัวเอง  แม้ว่าอู่เฉินจะไม่คุ้นหน้าเหล่าครูฝึกของสำนักเฉินกวงพวกนี้ ทว่าเมื่อเห็นเครื่องแบบที่พวกเขาสวมใส่ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านี้เป็นใคร

 

ตอนนั้นเอง ครูฝึกของสำนักเฉินกวงคนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า “พวกเรามาส่งของให้แล้ว ดังนั้น ดังนั้น....”

 

จางหยูปรายตามองคนพูดแวบหนึ่ง ทำให้ชายคนนั้นรีบหุบปากทันที

 

“ตกลง พวกเจ้าไปได้แล้ว” จางหยูโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่คิดที่จะสร้างความลำบากให้กับเหล่าครูฝึกพวกนี้ ถึงแม้เขาจะรู้ว่า ในหมู่คนเหล่านี้มีบางคนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยก็ตาม

 

อันที่จริงแล้ว มีหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในปีนั้น แต่จางหยูจะฆ่าทุกคนไม่ได้ ถ้าเขาทำแบบนั้นจริงๆ เกรงว่าเมืองทะเลทรายแห่งนี้คงกลายเป็นทะเลเลือด และตัวเขาเองก็จะกลายเป็นปีศาจที่สังหารคนแบบไม่กระพริบตา

 

ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงคิดบัญชีแค้นกับเหล่าผู้นำ

 

เมื่อได้ยินคำพูดของจางหยู เหล่าครูฝึกสำนักเฉินกวงต่างก็พากันวางถุงและกล่องลงบนพื้น จากนั้นก็รีบหนีไปราวกับกระต่ายตื่นตูม

 

เมื่อคนตระกูลอู่เห็นฉากนี้ ก็พากันชะงักขึ้นมา ก่อนจะเริ่มเกาหัว

 

“ข้าเพิ่งไปที่สำนักเฉินกวงมา” จางหยูอธิบายด้วยท่าทางสบายๆ “ในถุงและกล่องนั่นคือทักษะและเคล็ดวิชาทั้งหมดที่ข้าปล้นมาจากสำนักเฉินกวง ไม่สิ ต้องบอกว่า เดิมทีมันก็เป็นของสำนักคังเฉียงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าข้าเพิ่งไปเอามันกลับมา ส่วนของอื่นๆที่ติดมาด้วยนั้น ถือเสียว่าคือดอกเบี้ย” เขาได้เข้าไปในห้องตำราของสำนักเฉินกวงและทำเหมือนที่อีกฝ่ายเคยทำ

 

สีหน้าของอู่เฉินพลันแข็งทื่อขึ้นมา “ สำนักเฉินกวงงั้นรึ ?”

 

เจ้าสำนักกล้าบุกเดี่ยวเข้าไปในสำนักเฉินกวงเลยรึ ?

 

ไม่เพียงแค่ฝ่าเข้าไปเท่านั้น แต่ยังปล้นของกลับมาได้มากมายอีกด้วย !

 

เจ้าสำนักดุดันเกินไปแล้ว !

 

“งั้น....ท่านได้พบกับหลินไห่หยารึไม่ ?” อู่เฉินถามขึ้นมา

 

“ หลินไห่หยานะหรือ? ข้าไม่ได้พบมัน” จางหยูส่ายหน้าและพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเสียดายว่า “ไอ้แก่นั่นมันโชคดี ตอนที่ข้าไปถึงที่นั่น เขาได้ออกจากสำนักไปแล้ว แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก แม้ว่าข้าจะไม่ได้เจอมัน แต่ข้าก็ได้เจอกับโม่เทียนโฉว  ถ้าข้าจำไม่ผิด ไอ้บ้านั่นก็คือหนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อ 7 ปีก่อน  การฆ่าเขาถือว่าได้กำไรกลับคืนมาบ้าง...”

 

“อึก”

 

อู่โม่กลืนน้ำลายลงคอ และมองไปที่อู่เฉิน ก่อนจะพูดกับอู่เฉินว่า “ข้าเคยเห็นโม่เทียนโฉวมาก่อน เขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เขาน่าจะเป็นนักสู้ฉีซวนขั้นที่ 8 ” เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนที่อู่ซินซินโดนจางหยูหลอกล่อในวันที่รับสมัครเข้าสำนักเฉินกวง  ในวันนั้นเขาได้พบกับโม่เทียนโฉว และรู้สึกประทับใจในตัวอีกฝ่าย

 

สายตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น  “เจ้าสำนัก ท่านบุกเข้าไปในสำนักเฉินกวงเพียงลำพังและฆ่าผู้นำครูฝึก นี่มัน...น่าตื่นเต้นดีจริงๆ !”

 

แค่คิดตาม อู่โม่ก็รู้สึกตื่นเต้นจนโลหิตเดือดพล่าน และรู้สึกเกลียดที่ไม่มีโอกาสได้เห็นฉากนั้นด้วยตัวเอง

 

“พะ....เจ้าสำนักน่าทึ่งจริงๆ !” อู่ซินซินกลายเป็นสาวน้อยน่ารักคนเดิมที่มองดูจางหยูด้วยความเทิดทูน

 

 “ น่าตื่นเต้น ?” จางหยูอดไม่ได้จะยิ้มแหยๆออกมา “ถ้าหากข้าบอกว่าข้าไม่ใช่แค่ฆ่าโม่เทียนโฉวล่ะ แต่ยังฆ่าคนที่แข็งแกร่งกว่ามัน เจ้าจะตื่นเต้นกว่าเดิมหรือไม่ จริงสิ ข้าจำได้คร่าวๆว่าครูฝึกพวกนั้นเหมือนจะเรียกเขาว่าผู้อาวุโส...” จนตอนนี้ จางหยูก็ยังไม่รู้จักชื่อของชายชราชุดเทาเลย  ชายชราคนนี้มีบทบาทแค่ไม่กี่อึดใจก่อนที่จะตาย แม้กระทั่งชื่อแซ่เขาก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ นี่มันช่างน่าเศร้าจริงๆ

 

“ผู้อาวุโสของสำนักเฉินกวง  !” ม่านตาของอู่เฉินหดเล็กลง พลางอุทานออกมาอย่างตกใจ “ ท่านฆ่าเขาด้วยรึ ?”

 

“ใช่แล้ว หรือว่ามีปัญหาอะไร?” จางหยูถามอย่างสงสัย

 

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา เพียงแต่....ความแข็งแกร่งของเขาไม่ธรรมดาเลย” อู่เฉินส่ายหน้าและยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นหน้าชายชราผู้นั้น แต่ก็เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเขามาบ้าง ชายคนนี้เข้าร่วมสำนักเฉินกวงเป็นคนแรกๆ และความแข็งแกร่งของเขาก็ยากจะวัดได้ ตามข่าวลือ เขาบรรลุฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุดได้ก่อนหลินไห่หยา ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีนิสัยเกียจคร้านและไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก เกรงว่าตำแหน่งเจ้าสำนักเฉินกวงคงไม่ตกอยู่ในมือของหลินไห่หยาแน่!”

 

หลังจากที่พูดจบ อู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา มันน่าเสียดายที่นักสู้เช่นนั้นต้องมาตายแบบนี้

 

อู่เฉินส่ายหน้าและมองกลับไปที่จางหยู  “ ตอนนี้รองเจ้าสำนัก, ผู้อาวุโส, ผู้นำครูฝึกของสำนักเฉินกวงต่างก็ตกตายเพราะท่าน คงมีไม่กี่คนที่ทนเรื่องนี้ได้ หากหลินไห่หยารู้เข้า ข้ากลัวว่าเขาคงต้องโกรธแค้นอย่างแน่นอน !”

 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดมันออกมา แต่ในใจของอู่เฉินนั้นกลับรู้สึกเลื่อมใสในตัวจางหยูมากกว่าเดิม

 

นักสู้ฉีซวนขั้นที่ 9 สามคน ขั้นที่ 8 หนึ่งคน รวมเป็น 4 ชีวิต ได้กลายเป็นก้อนหินให้จางหยูเหยียบย่ำไปสู่ชื่อเสียงและเกียรติยศ !

 

“เจ้าสำนักช่างร้ายกาจจริงๆ เฮ้อ ข้าหวังว่าข้าจะแข็งแกร่งแบบนี้ได้ในอนาคต” อู่โม่ชื่นชมจางหยูจากใจ และอดไม่ได้ที่จะคาดหวังขึ้นมา

 

สามพ่อลูกตระกูลอู่ไม่สงสัยในคำพูดของจางหยู เพราะว่าจางหยูไม่จำเป็นต้องโกหกพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นจางหยูก็มีความสามารถเช่นนั้นจริงๆ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ครูฝึกสำนักเฉินกวงอาจจะสร้างปัญหาให้กับพวกเขาได้

 

“พักเรื่องสำนักเฉินกวงไว้ก่อน ข้าจะฝากของพวกนี้ไว้กับเจ้า แล้วข้าจะมาเอาทีหลัง” จางหยูหัวเราะเบาๆ “แน่นอนว่าเจ้าจะรอข้าอยู่ตรงนี้ก็ได้ ข้าคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ก็กลับมาแล้ว”

....

 

หลังจากที่จางหยูจากไป อู่เฉินก็ได้สั่งยามให้คอยตรวจตราแน่นหนากว่าเดิม จนทำให้คนที่เดินผ่านไปมาต้องตกใจ

 

“ ผู้นำตระกูล....” ยามตระกูลอู่กลืนน้ำลายลงคอแล้วหยุดพูด

 

บทสนทนาระหว่างจางหยูกับพ่อลูกตระกูลอู่เมื่อครู่นั้น เขาได้ยินเนื้อหาทั้งหมดอย่างชัดเจน และทำให้เขารู้สึกตกใจกลัวขึ้นมา ตอนนี้ความคิดในหัวของเขาตีกันไปหมด

 

ชายหนุ่มคนนั้นเล่าเรื่องการฆ่าคนด้วยท่าทางเหมือนกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป เหตุการณ์นี้ ยามคงไม่อาจลืมเลือนไปได้ตลอดชีวิต

 

ที่สำคัญคือ คนที่โดนชายหนุ่มฆ่าไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งนั้น

 

รองเจ้าสำนักเฉินกวง,รองเจ้าสำนักหยุนซาน ผู้อาวุโสและผู้นำครูฝึกของสำนักเฉินกวง...มีใครบ้างที่ไม่โด่งดัง ?

 

ปกติแล้ว แค่คนพวกนี้กระทืบเท้า ทั้งเมืองก็วุ่นวายขึ้นมาแล้ว!

 

แต่ตอนนี้ คนเหล่านั้นกลับตกตายกันไปหมดแล้ว และยังตายด้วยน้ำมือของชายหนุ่มที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม

 

“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง” อู่เฉินมองไปที่ยามคนนั้นและพูดขึ้นมาอย่างใจเย็น “มิฉะนั้น แม้แต่ข้าก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ !”

 

สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว อะไรที่ไม่ควรพูดเขาก็บอกไปแล้ว เขาเชื่อว่ายามคนนั้นคงรู้ดี

 

“ขอรับ!” ยามตะโกนตอบรับเสียงดัง ดูเหมือนว่าการตะโกนนี้สามารถสยบความสับสนที่มีในใจเขาได้

....

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง จางหยูก็กลับมาอีกครั้ง

 

และก็เหมือนกับครั้งที่แล้ว ที่มีคนจำนวนหนึ่งเดินตามหลังเขามาอย่างเรียบร้อย เหมือนตอนที่เหล่าครูฝึกของสำนักเฉินกวงปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูจวนตระกูลอู่

 

คนเหล่านี้ไม่ได้อ่อนแอ คนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 8 ส่วนคนที่อ่อนแอที่สุดอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6  ยิ่งไปกว่านั้นคนเหล่านี้ยังสวมชุดเครื่องแบบของสำนักหยุนซานอีกด้วย

 

การปรากฏตัวของคนกลุ่มนี้ทำให้ชาวบ้านเริ่มแปลกใจขึ้นมา

 

“คนพวกนี้....คือครูฝึกของสำนักหยุนซานนี่!” อู่เฉินมองไปที่ครูฝึกของสำนักหยุนซาน พร้อมกับสายตาที่แสดงความดุร้ายออกมา  “เจ้าสำนักเก็บกวาดทั้งสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซาน!” สุดท้ายแล้ว เหล่าครูฝึกสำนักหยุนซานก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมของตนเองได้

 

สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ความสามารถที่น่าทึ่งของจางหยู เขาใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็กลับมาแล้ว

 

“ เจ้าสำนักไปที่สำนักหยุนซานมาจริงๆ” อู่โม่เบิกตากว้างอย่างตกใจ “แถมยังจัดการอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย !”

 

สำนักหยุนซานที่ยิ่งใหญ่ มันกลายเป็นที่ที่ใครก็สามารถเข้าออกได้ตามใจตั้งแต่เมื่อไหร่? หรือคนของสำนักหยุนซานไร้น้ำยางั้นรึ ?

 

จางหยูเดินเข้าไปหาสามพ่อลูกตระกูลอู่อย่างช้าๆพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “ขอโทษด้วย มันมีของมากมาย ทำให้ข้าต้องเสียเวลาในการเก็บกวาดเยอะไปหน่อย จนทำให้พวกเจ้าต้องรอนาน”

 

เวลาส่วนมากถูกใช้ไปกับการเก็บของงั้นรึ ?

 

หางตาของอู่เฉินกระตุกยิ่งกว่าเดิม

 

“ ทำไมตาเจ้าถึงกระตุกล่ะ?” จางหยูถามด้วยความแปลกใจ

 

 “ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” อู่เฉินหัวเราะแห้งๆออกมา และพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

 

จางหยูส่ายหน้าและไม่สนใจอู่เฉินอีกต่อไป เขาหันกลับไปมองเหล่าครูฝึกของสำนักหยุนซานแล้วพูดขึ้นมาเบาๆว่า “วางของลง แล้วก็ไปได้แล้ว”

 

เหล่าครูฝึกสำนักหยุนซานต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็พากันวิ่งหนีไป ราวกับกลัวว่าหากเดินนั้นมันจะช้าเกินไป

 

หลังจากที่เหล่าครูฝึกสำนักหยุนซานกลับไปแล้ว จางหยูก็มองไปที่ถุงและกล่องไม้รอบตัว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ “ตอนนี้ ก็มีของใส่เข้าหอตำราสักที”

รีวิวผู้อ่าน