px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  26 : ฉีซวนขั้น 9


ตอนที่  26 : ฉีซวนขั้น 9

ค่ำคืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนที่ไม่ธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นหน้าบ้านตระกูลอู่นั้นมีผู้คนมากมายเห็นเหตุการณ์ น่าเสียดายที่เรื่องภายในมีแค่ไม่กี่ฝ่ายเท่านั้นที่รู้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ก็ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับทุกคนอยู่ดี ในวันต่อมา มันต้องกลายเป็นเรื่องที่พูดถึงในหมู่ผู้คนแน่ๆ

 

หลังจากพูดคุยกับอู่เฉินแล้ว จางหยูก็กลับมาที่สำนักคังเฉียง ส่วนทักษะเคล็ดวิชาในถุงและกล่องไม้นั้น ถูกคนของอู่เฉิน ขนมาส่งที่สำนักคังเฉียง

 

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง จางหยูที่ยืนอยู่ในหอตำราของสำนักคังเฉียง ก็มองดูตำราที่ถูกจัดเรียงใส่ชั้นหนังสือ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ

 

“เจ้าสำนักจาง ท่านต้องการอะไรอีกรึไม่ ? หวังเทา พ่อบ้านตระกูลอู่ถามขึ้นมาด้วยความเคารพ

 

หวังเทาไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของจางหยู  ทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอู่เฉินได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักคังเฉียงไปแล้ว แต่เขาเป็นคนฉลาด และรู้ว่าจางหยูนั้นสำคัญต่ออู่เฉินมาก บวกกับก่อนที่จะมาได้ยินคำกำชับจากอู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมจางหยูมาก

 

จางหยูโบกมือพลางยิ้มจางๆออกมา “ไม่จำเป็น วันนี้ข้ารบกวนพวกเจ้ามามากแล้ว ดังนั้นกลับไปเถอะ”

 

“ถ้างั้นข้าขอตัวลาก่อนเจ้าสำนักจาง” หวังเทาพยักหน้า แล้วหันกลับไปพูดกับคนรับใช้คนอื่นๆว่า “กลับกันได้”

 

หลังจากนั้นสักพัก หวังเทาและคนรับใช้ก็พากันเดินออกไป ในหอตำราจึงเหลือแค่จางหยูเพียงคนเดียว

 

หลังจากที่เห็นพวกหวังเทาพากันออกไปแล้ว จางหยูก็กลับมาสำรวจหอตำราของตัวเองอีกครั้ง เขามองไปยังชั้นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยเคล็ดวิชาและทักษะมากมาย จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยทักษะและเคล็ดวิชานั้นช่างเจิดจ้าเสียเหลือเกิน!

 

เคล็ดวิชาและทักษะที่แย่งชิงกลับมาในครั้งนี้ จางหยูได้นับแล้วว่ามีอะไรบ้าง ในนั้นมีทักษะระดับธรรมดาขั้นต่ำ11,000เล่ม เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นต่ำ15,000 เล่ม, ทักษะระดับธรรมดาขั้นกลาง 2,200 เล่ม เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นกลาง 6,100 เล่ม ,ทักษะระดับธรรมดาขั้นสูง 396 เล่ม เคล็ดวิชาระดับธรรมดาขั้นสูง 696 เล่ม , ทักษะระดับวิญญาณขั้นต่ำ 10 เล่ม เคล็ดวิชาระดับวิญญาณขั้นต่ำ 22 เล่ม และทักษะระดับวิญญาณขั้นกลาง 1 เล่ม เคล็ดวิชาระดับวิญญาณขั้นกลาง 1 เล่ม

 

มากกว่าครึ่งเป็นของสำนักคังเฉียงอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งเป็นของสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซาน

 

ผ่านไปสักพัก จางหยูก็ถอนหายใจออกมา แล้วเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง

 

เมื่อยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ จางหยูก็สุ่มหยิบทักษะออกมาเล่มหนึ่ง ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย “ทักษะระดับธรรมดาขั้นสูงมีมากมายขนาดนี้ เห็นที ทักษะจี๋อู่ของข้าก็น่าจะพัฒนาไปถึงขั้นที่ 9ได้” ทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 6 ก็น่ากลัวมากอยู่แล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่า ทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 9 จะทรงพลังขนาดไหน

 

จางหยูเปิดตำราเล่มหนึ่งด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับใช้การมองทะลุไปด้วย !

 

[พิรุณโปรยปราย : ระดับธรรมดาขั้นสูง มีทั้งหมด 9 ขั้น สามารถฝึกฝนถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 มีข้อผิดพลาดเฉลี่ยขั้นละ 36 จุด]

 

นอกจากทักษะจี๋อู่แล้ว นี่อาจจะเป็นทักษะระดับธรรมดาเล่มแรกที่มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เท่าที่จางหยูเคยพบมา!

 

ตาของจางหยูเป็นประกายขึ้นมา “มีข้อผิดพลาดเฉลี่ยขั้นละ 36 จุด น้อยกว่าทักษะ การต่อสู้ระดับสุดยอดที่ข้าเคยบ่มเพาะซะอีก!

 

สมแล้วที่เป็นทักษะระดับธรรมดาขั้นสูง แค่ฉบับคัดลอกก็มีข้อผิดพลาดน้อยขนาดนี้แล้ว!

 

หลังจากที่ตรวจสอบทักษะระดับธรรมดาขั้นสูงทุกเล่มแล้ว จางหยูก็มั่นใจมากกว่าเดิม ยิ่งข้อผิดพลาดน้อยเท่าไหร่ จุดที่ถูกต้องก็ยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น ด้วยวิธีนี้การปรับปรุงทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 9 ก็ยิ่งง่ายมากขึ้น

....

ตอนที่จางหยูกำลังยุ่งอยู่กับการปรับปรุงทักษะอยู่นั้น  อู่เฉินไม่ได้อยู่นิ่ง

 

ขณะนี้อู่เฉินกำลังยืนอยู่นอกจวนหลังหนึ่งตามลำพัง เขาจ้องมองไปที่แผ่นหินหน้าประตูทางเข้าอย่างเงียบๆ ซึ่งบนแผ่นหินนั้นสลักตัวอักษรขนาดใหญ่สองคำว่า --- ตระกูลเติ้ง

 

ตระกูลเติ้งแตกต่างจากตระกูลอู่ตรงที่ ตั้งรกรากอยู่ในเมืองทะเลทรายมาหลายร้อยปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน มีทรัพยากรที่เฟื่องฟู สิ่งก่อสร้างภายในจวนก็เก่าแก่โบราณดูมีมนตร์ขลัง ทั้งยังมีบรรยากาศที่หนักหน่วง และมีพื้นที่ที่กว้างขวางสามารถจุคนได้หลายพันคน ในทางกลับกัน แม้ว่าตระกูลอู่จะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองทะเลทราย แต่กลับขาดอะไรหลายๆอย่าง รวมไปถึงมีข้ารับใช้ที่อ่อนแอกว่า เมื่อเทียบกันแล้วตระกูลอู่ยังห่างไกลจากตระกูลเติ้งอักโข

 

ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน อู่เฉินแสดงสีหน้าที่ซับซ้อนออกมาขณะมองไปที่ประตูจวน มันมีทั้งความรู้สึกคิดถึงและเสียใจ

 

อู่เฉินรอไม่นาน  เติ้งเป่ยเซียวผู้นำตระกูลเติ้งก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับเขาทันที!

 

“ไม่รู้ว่าผู้นำตระกูลอู่จะมาที่นี่ด้วยตัวเอง ข้าเลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ ต้องขอโทษด้วย” เติ้งเป่ยเซียวกล่าวอย่างสุภาพ ด้วยเสียงที่แหบแห้ง

 

แม้ว่าตระกูลเติ้งและตระกูลอู่จะมีความขัดแย้งกันในเรื่องของธุรกิจ แต่เติ้งเป่ยเซียวก็ยังสุภาพต่ออู่เฉินมาก ในน้ำเสียงของเขานั้นไร้ซึ่งความไม่พอใจใดๆ กลับกันยังแฝงไปด้วยความกลัวเล็กน้อย

 

เมื่อเห็นผมสีดอกเลาและใบหน้าที่แก่ชราของเติ้งเป่ยเซียวแล้ว  อู่เฉินก็รู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมา “กาลเวลาช่างไร้ความปรานี!”

 

เติ้งเป่ยเซียวในอดีตนั้น มีท่าทางที่สง่างาม  แสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและห้าวหาญมาก จนถึงตอนนี้ อู่เฉินก็ไม่อาจลืมเลือนภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามของเขาได้ แต่ผ่านไปยี่สิบปี เติ้งเป่ยเซียวในวัยหนุ่มก็แก่ชราขึ้น ความเชื่อมั่นที่เคยมีจึงค่อยๆจางหายไป  

 

อู่เฉินถอนหายใจออกมา เพื่อสงบสติอารมณ์ จากนั้นก็คลี่ยิ้มบางๆ “ผู้นำตระกูลเติ้งไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีไหม”

 

“ขอบคุณผู้นำตระกูลอู่ที่นึกถึงข้า เชิญเข้ามาคุยข้างในเถอะ!” เติ้งเป่ยเซียวไม่รู้ว่าทำไมอู่เฉินถึงได้มาที่นี่ แต่ในเมื่อมาแล้ว เขาก็ต้องต้อนรับขับสู้อีกฝ่ายอย่างดี

 

อู่เฉินมองยามเฝ้าประตูจวนทั้งสองฝั่งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เดินเข้าไปในจวน

....

เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ยามดึก แสงไฟในเมืองทะเลทรายส่วนใหญ่ก็ดับลง มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ทำให้เมืองที่แสนคึกคักแห่งนี้ กลับคืนสู่ความเงียบงัน

 

ในหอตำราของสำนักคังเฉียงยังคงมีแสงไฟเล็กๆสะท้อนเงาร่างหนึ่งขึ้นมาที่หน้าต่าง

 

จางหยูพลิกอ่านตำราทักษะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้คืนรู้เวลา สมาธิของเขาในตอนนี้ จดจ่ออยู่ที่การปรับปรุงทักษะเท่านั้น ราวกับว่าได้ตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งมวล

 

เวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ ณ.มุมหนึ่งของเมืองทะเลทราย พระอาทิตย์ค่อยๆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมให้แสงสว่างกับโลก

 

ในหอตำรา จางหยูไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย สายตาเขายังแสดงความยินดีออกมาจางๆ “ สำเร็จแล้ว!”

 

ทักษะจี๋อู่ 9 ขั้นแรกที่เขาพยายามจะแก้ไขมัน ในที่สุดก็เสร็จเรียบร้อยสักที

 

จางหยูชูหมัดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ความยินดีแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ เขารู้สึกว่าทักษะจี๋อู่ ขั้นที่7ถึงขั้นที่ 9 จะทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น!

 

หลังจากนั้นจางหยูก็ใจเย็นลง เมื่อได้ยินเสียงท้องร้องของตัวเองดัง “จ๊อกกกก” ตอนนี้เขาได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของเวลาแล้ว “ไม่รู้ตัวเลยแหะ ว่าเช้าตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

แม้จะยุ่งมาทั้งคืน แต่ประโยชน์ที่ได้รับกลับมานั้น มากมายและคุ้มค่า  !

 

จางหยูส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหยิบเม็ดยาฉีซวนออกมาจากถุงผ้าสีเทาที่เก็บไว้ในแขนเสื้อ แล้วโยนใส่ปากของตัวเอง จากนั้นก็เคี้ยวมัน แม้ว่าจะกินแทนข้าวไม่ได้ แต่พอกินไปสักสองสามเม็ดท้องของเขาก็เริ่มอิ่มขึ้นมา นับว่ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

 

หลังจากกลืนเม็ดยาลงไป จางหยูก็บิดขี้เกียจแล้วเก็บตำราเข้าที่ เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว จางหยูก็เดินลงบันไดเพื่อกลับไปยังที่พักของตัวเอง

 

“ โฮ่ง !” ตอนที่เสี่ยวเฉียงเห็นจางหยู  มันก็เห่าออกมาด้วยความตื่นเต้น หางของมันส่ายไปมาอย่างรวดเร็ว

 

จางหยูโยนยาฉีซวนไปให้มัน จากนั้นก็เดินเข้าห้องนอนของตัวเอง เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงอย่างเงียบๆ

 

ทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 7 ค่อนข้างซับซ้อนกว่า 6 ขั้นแรก  ดังนั้นจางหยูต้องเสียเวลาอยู่นาน กว่าจะสามารถโคจรพลังลึกลับในร่าง ให้ครบหนึ่งวงจรสวรรค์ได้ โชคดีที่หลังจากโคจรวงจรสวรรค์ครบหนึ่งรอบ พลังลึกลับของเขาก็สามารถโคจรพลังตามทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 7 ด้วยตัวเองได้ โดยที่จางหยูไม่ต้องคอยชี้นำมัน

 

ผ่านไปสักพัก ร่างของจางหยูก็เหมือนกับมีแม่เหล็กขนาดใหญ่ คอยดึงดูดหลิงชี่รอบๆให้เข้าหาตัว !

 

มันไม่แปลกเลย หากจะใช้คำว่าปล้นหลิงชี่กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ !

 

หลิงชี่จำนวนมากถูกสูบเข้ามาในตัวของจางหยู พร้อมกับโดนกลั่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังลึกลับในร่าง ระหว่างที่เกิดกระบวนการนี้ กระดูกและกล้ามเนื้อของเขาก็เหมือนจะถูกขัดเกลาและเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้น

 

เพียงแค่อึดใจเดียว จางหยูก็ทะลวงผ่านขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 สูงสุด ขึ้นไปที่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 7 ทว่าการบ่มเพาะของเขาก็ไม่หยุดอยู่แค่ชั้นต้น แต่กลับทะลวงเพิ่มไปยังชั้นกลาง ชั้นปลายและชั้นสูงสุดของขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 7  ....

 

หลังจากที่ขึ้นมาถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 7  สูงสุดแล้ว จางหยูก็บ่มเพาะทักษะจี๋อู่ขั้นที่ 8 ต่อทันที

 

ซี่ ซี่ ซี่ !

 

หลิงชี่รอบตัวพุ่งเข้ามาหาจางหยูอย่างบ้าคลั่ง ทำให้กระท่อมหลังเล็กในตอนนี้ ราวกับอยู่ในใจกลางของพายุ!

 

พายุลูกนี้ รุนแรงกว่าตอนที่จางหยูบ่มเพาะพลังเมื่อครั้งก่อนหลายเท่า! มันดูเหมือนกับทะเลคลั่ง ที่สามารถจมเรือใหญ่ได้  !

 

แต่จางหยูที่อยู่ใจกลางพายุนั้น กลับนั่งนิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งภูเขายักษ์ ราวกับว่าพายุอันน่ากลัวนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขาเลย

 

เมื่อพายุสงบลง การบ่มเพาะของจางหยูก็ขึ้นมาถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุด!

 

เมื่อจางหยูลืมตาก็เผยให้เห็นประกายแสงอันคมกริบ ก่อนจะจางหายไป เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับเผยสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมา  “ ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุด!” จางหยูยกระดับการบ่มเพาะจากฉีซวนขั้นที่ 6 สูงสุด ขึ้นมาที่ฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุดในเวลาสั้นๆ ด้วยความเร็วที่น่ากลัวแบบนี้ ทั่วทั้งเมืองคงไม่มีใครสามารถทำได้

 

คนอื่นต้องบ่มเพาะพลังอย่างหนักในทุกๆวัน พยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นคนมีพรสวรรค์ ก็อาจจะทำได้ภายใน 3-5 ปี แต่ถ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์แย่ อย่าว่าแต่ 3-5 ปีเลย แม้จะผ่านมาเป็นสิบปีก็ยังทำไม่ได้! แม้แต่อัจฉริยะระดับแนวหน้าของเมืองทะเลทราย ก็ยังไม่สามารถเลื่อนระดับการบ่มเพาะจาก 6 ไป 9 ในเวลาอันสั้นเหมือนจางหยูได้

 

ความเร็วในการบ่มเพาะแบบนี้ นับว่าผิดปรกติเกินไปแล้ว !

 

“หากลองคิดดูแล้ว ตอนนี้ข้าก็คืออันดับหนึ่งของเมืองทะเลทราย!”

 

ในเมืองทะเลทรายอาจจะมีผู้บ่มเพาะมากมาย แต่ระดับการบ่มเพาะที่สูงที่สุดก็คือ ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 ไม่ว่าจะเป็นอู่เฉิน หลินไห่หยา หรือลัวเยว่ซาน พวกเขาล้วนแล้วแต่หยุดอยู่ที่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุดเท่านั้น

 

เส้นทางระหว่างขอบเขตฉีซวนกับขอบเขตว่อซวนนั้น คล้ายกับถูกบางอย่างขวางกั้น! ทำให้ผู้คนไม่อาจก้าวข้ามไปได้

 

อย่างไรก็ตาม การบ่มเพาะของจางหยูเทียบได้กับเหล่าผู้อาวุโสที่บ่มเพาะมาหลายสิบปี !

 

“แต่ความแข็งแกร่งของข้านั้น...” จางหยูทั้งรู้สึกดีใจและหดหู่ในเวลาเดียวกัน “ ข้าไม่เข้าใจความแข็งแกร่งของตัวเองเลย”

 

ตอนที่เขาอยู่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6  เขาสามารถฆ่านักสู้ฉีซวนขั้นที่ 9 ได้อย่างง่ายดาย ความสามารถในการต่อสู้นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่านักสู้ขอบเขตว่อซวนเลย ดังนั้นเมื่อการบ่มเพาะของเขายกระดับขึ้นมาอีกครั้ง ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นเหมือนกับน้ำขึ้นเรือก็ย่อมสูงขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เข้าใจความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างชัดเจน

รีวิวผู้อ่าน

keikojang68
362 วันที่แล้ว

พัฒนาสำเร็จอีกขั้นแล้วสินะ.. สู้ต่อไปท่านจ้าวสำนัก


  แสดงความคิดเห็น