px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก
ตอนที่  28 : หัวหน้าผู้ดูแล


ตอนที่  28 : หัวหน้าผู้ดูแล

ท่าทีของลัวเยว่ซาน ทำให้หลินไห่หยาโกรธขึ้นมา  “ ลัวเยว่ซาน ! เจ้าอยากให้ข้าส่งเจ้ากลับไปที่สำนักหยุนซานรึไง ! เจ้าจะมาโกรธข้าทำไมกัน?”

 

เมื่อโดนหลินไห่หยาด่า  ลัวเยว่ซานก็ได้สติกลับมาเล็กน้อยและควบคุมตัวเองได้

 

เขาไม่กล้าโมโหใส่หลินไห่หยาอีก ได้แต่เสียใจเพียงคนเดียว จนต้องร้องไห้ออกมาอย่างโศกเศร้า “ฮือออออ...ลูกชายของข้า ทำไมเจ้าต้องมาตายอย่างน่าอนาถเช่นนี้!”

 

เมื่อเห็นลัวเยว่ซานโศกเศร้าจนใกล้จะเป็นบ้า หลินไห่หยาก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดปลอบว่า “น้องลัว ระงับความโศกเศร้าเถอะ”  แม้ว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้จะไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังพอควบคุมตัวเองได้  “พูดกันตามตรง ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้านะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับสำนักเฉินกวง ก็ไม่ได้ต่างไปจากเจ้าเท่าไหร่  รองเจ้าสำนักจั่นเฟิง ผู้อาวุโส หรือแม้กระทั่งโม่เทียนโฉวก็พากันตกตายไปพร้อมกัน...ข้า....ข้า...ข้าก็เคียดแค้นเช่นกัน!”

 

หลินไห่หยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ฝืนสงบสติอารมณ์ “แต่เราต้องจัดการเรื่องที่เร่งด่วนก่อน อย่างแรกเราจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่พวกเราไม่อยู่ จากนั้นจะได้วางแผนการกันต่อ”

 

ตอนนี้เอง หลินไห่หยาก็หันไปมองครูฝึกที่อยู่ใกล้ๆ  “ จางยู่ เจ้าเล่ามา!”

 

เมื่อจางยู่ถูกเรียกชื่อ เขาก็พยักหน้าให้กับหลินไห่หยา จากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง “ในบ่ายวันที่เจ้าสำนักออกเดินทาง รองเจ้าสำนักจั่นเฟิงและรองเจ้าสำนักลัวก็ปฏิบัติตามแผนการ...”  ครูฝึกจางยู่เริ่มใจเย็นลง และบอกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนให้หลินไห่หยาฟังอย่างเป็นระเบียบ  

 

หลังจากฟังที่จางยู่เล่ามาทั้งหมด หลินไห่หยาก็มองไปรอบๆ และถามทุกคนว่า “ พวกเจ้ามีอะไรจะเพิ่มเติมรึไม่ ?”

 

ทุกคนต่างก็พากันส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็ยอมรับในสิ่งที่จางยู่อธิบาย

 

หลินไห่หยาคิ้วขมวด ก่อนจะกล่าวเสียงหนักว่า “หากเป็นอย่างที่พูดมา ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้พวกเราจะประเมิณจางหยูต่ำเกินไป ความแข็งแกร่งของเขานั้น...น่ากลัวกว่าอู่เฉินมาก! มีความเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะทะลวงขอบเขตว่อซวนไปแล้ว!”

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา อู่เฉินได้รับการยกย่องว่าเป็นนักสู้อันดับหนึ่งของเมืองทะเลทราย แต่เมื่อจางหยูได้เผยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา ดูท่าแล้วจางหยูต่างหากที่คู่ควรกับตำแหน่งนี้

 

ลัวเยว่ซานที่ใจเย็นลงก็กำหมัดแน่น และพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่เย็นชาว่า “ไอ้เด็กนั่นเก็บงำฝีมือได้เก่งนักนะ!”

 

หลินไห่หยาพยักหน้าเห็นด้วย แล้วกล่าวต่อไปว่า “หลายปีมานี้ เขาปิดบังความแข็งแกร่งของตัวเอง และจงใจแสดงท่าทีไร้พิษสงออกมา เพื่อให้พวกเราได้ตายใจ จนกระทั่งเขามีความสามารถในการปกป้องตัวเองและพลังที่จะตีโต้กลับ จึงค่อยๆเผยประกายออกมา ความอดกลั้นของเขานั้นช่างลึกล้ำจนน่ากลัว!”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น ลัวเยว่ซานก็ลูบหัวอย่างเจ็บปวดพลางพึมพำออกมาว่า “ในเมื่อเขาแข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วพวกเราควรทำยังไง ? หรือว่าความแค้นของลัวจวิน ไม่อาจชำระได้?”

 

ตามที่ครูฝึกของสำนักเฉินกวงเล่ามา จางหยูฆ่าโม่เทียนโฉวและผู้อาวุโสได้อย่างง่ายดายราวกับไม่เปลืองแรงแต่อย่างใด จุดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าพลังของจางหยูนั้นแข็งแกร่งกว่าอู่เฉินหลายเท่า บางทีเขาอาจจะขึ้นไปถึงขอบเขตว่อซวนแล้ว !

 

นักสู้ขอบเขตว่อซวน ใช่คนที่พวกเขาสามารถไปหาเรื่องได้งั้นรึ ?

 

ลัวเยว่ซานแสดงสีหน้าว้าวุ่นออกมา เขาอยากแก้แค้นให้กับลัวจวิน แต่เขาก็รู้ดีว่า จางหยูในตอนนี้ไม่ใช่แกะน้อยในมือของพวกเขาอีกต่อไป แต่เป็นเสือร้ายต่างหาก

 

“ขอบเขตว่อซวน...” หลินไห่หยาถอนหายใจออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง

 

ถ้าหากจางหยูเป็นนักสู้ระดับว่อซวนจริงๆล่ะก็ พวกเขาสองคนอย่าว่าแต่จะแก้แค้นเลย จะมีชีวิตรอดอยู่ในเมืองทะเลทรายหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ยังคงเป็นปัญหาที่พวกเขายังแก้ไม่ตก หากพวกเขาวิ่งโร่ไปแก้แค้น เกรงว่าคงเป็นการส่งเนื้อเข้าปากเสือเสียมากกว่า

 

ชั่วขณะนั้น ทุกคนพลันเงียบขรึมขึ้นมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและจนใจ

 

 “ขอบเขตว่อซวน ?”

 

จู่ๆก็มีเสียงแปลกใจดังขึ้นมา โจวซุนพูดด้วยท่าทางสนใจว่า “เมืองเล็กๆอย่างเมืองทะเลทรายแห่งนี้ มีนักสู้ขอบเขตว่อซวนอยู่ด้วยรึ?” สำหรับหลินไห่หยา, ลัวเยว่ซาน และครูฝึกคนอื่นๆ ตัวตนของนักสู้ระดับว่อซวนนั้นไร้เทียมทาน แต่สำหรับโจวซุนนั้น นักสู้ระดับว่อซวนเป็นแค่ผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย

 

เมื่อได้ยินเสียงของโจวซุน หลินไห่หยาและลัวเยว่ซานก็ได้สติขึ้นมา พวกเขาเกือบลืมไปว่าข้างกายพวกเขาก็ยังมียักษ์ใหญ่อย่างโจวซุนอยู่!

 

ถูกต้อง สำหรับทุกคนในเมืองนี้แล้ว โจวซุนถือได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่!

 

“ขออภัยจริงๆที่ทำให้ใต้เท้าโจวต้องมาพบเห็นเรื่องตลกเช่นนี้” หลินไห่หยาพยายามยิ้มออกมา  “เดิมทีพวกเราเชิญท่านมาเพื่อช่วยพิจารณาระดับของสำนัก แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะมาเกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น”

 

ลัวเยว่ซานกดความโศกเศร้าที่มีลงไป ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “ใต้เท้าโจว โปรดยกโทษให้แก่ข้าด้วยที่ทำตัวหยาบคายเมื่อครู่ไป”

 

โจวซุนโบกมือและยิ้มออกมา “ ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจพวกเจ้า” หลังจากที่เงียบไปสักพัก โจวซุนก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ข้าสงสัยว่า จางหยูที่พวกเจ้าพูดถึงเป็นใครกัน? เท่าที่ข้าได้ยินเมื่อครู่นี้ ชายผู้นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดา!”

 

ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคอยชี้แนะและไร้ซึ่งทรัพยากรคอยสนับสนุน แต่กลับสามารถทะลวงขอบเขตว่อซวนได้ ความสำเร็จของอีกฝ่ายนั้น ทำให้โจวซุนรู้สึกสนใจขึ้นมา

 

หลินไห่หยาลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยอมพูดความจริงออกมา “ เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน....”  เขาพูดถึงเหตุการณ์เมื่อ 7 ปีก่อน แต่ทว่ารายละเอียดที่พูดมานั้นภาพลักษณ์ของสำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซานดูสวยงามเกินความจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือก็คือ ระหว่างที่เล่า เขาจงใจพูดถึง ตู้รั่วหยุน’ คล้ายกับว่าแฝงความนัยบางอย่างไว้

 

“ ผู้ดูแลก็ร่วมมือด้วยรึ?” หลังจากที่โจวซุนได้ฟังจบ เขาก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา

 

ผู้ดูแลที่เขาพูดถึงก็คือ ตู้รั่วหยุน !

 

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า รองเจ้าสำนักคังเฉียนในปีนั้น หลังจากที่ออกจากเมืองทะเลทรายไปแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นมังกรโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงแค่ 7 ปี เขาก็กลายเป็นหัวหน้าผู้ดูแลพันธมิตรร้อยสำนักสาขาเมืองตงโจว!

 

สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ เมื่อ 7 ปีก่อน ตู้รั่วหยุนนั้นอยู่แค่ขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 9 สูงสุด แต่ 7 ปีต่อมา เขากลับกลายเป็นนักสู้ขอบเขตว่อซวนขั้นต้นไปแล้ว!

 

“มันคือความจริง ! หากใต้เท้าโจวไม่เชื่อ ท่านลองถามคนอื่นดูก็ได้ เรื่องในปีนั้นคนส่วนใหญ่ต่างก็รู้เรื่องนี้” หลินไห่หยายืนยันเสียงแข็ง

 

โจวซุนส่ายหน้า  “ ข้าเชื่อ”

 

เขาไม่คิดว่าหลินไห่หยาจะกล้าโกหกเขา !

 

“ คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่า หัวหน้าผู้ดูแลจะมาจากเมืองทะเลทรายอันห่างไกลเช่นนี้ นอกจากนี้ยังเคยเป็นถึงรองเจ้าสำนักเล็กๆอีกด้วย มิน่าล่ะ หัวหน้าผู้ดูแลถึงได้ดูแลพวกเจ้าดีขนาดนี้ ทั้งยังสั่งให้ข้ามาที่เมืองเล็กๆแห่งนี้อีกด้วย....” โจวซุนพูดด้วยอารมณ์รุนแรงว่า “หากข้าเล่าเรื่องนี้ให้ผู้ดูแลคนอื่นๆฟัง เกรงว่าคนอื่นจะหาว่าข้าบ้า!”

 

โจวซุนรู้สึกว่าการเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้ช่างเป็นเรื่องที่ประจวบเหมาะยิ่งนัก คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินความลับมากมายเช่นนี้

 

หลินไห่หยาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบว่า “ใต้เท้าโจว เรื่องนี้ข้าต้องรบกวนให้ท่านปิดปากเงียบเอาไว้ ยังไงซะ ตู้....ใต้เท้าตู้ก็ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าสถานการณ์มันบังคับ พวกเราก็ไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับใต้เท้าตู้”

 

“หึๆ วางใจเถอะ ข้ามีวิจารณาญาณอยู่แล้ว”  โจวซุนยิ้มจางๆ “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาเตือนข้าหรอก”

 

“ ใช่ๆ ข้าแค่กังวลเกินไป” หลินไห่หยายิ้มเจื่อน “ยกโทษให้ข้าด้วย ใต้เท้าโจว “

 

ตอนนั้นเอง ลัวเยว่ซานได้สูดหายใจเข้าลึกๆ ในดวงตาทอประกายความแน่วแน่ออกมา เขาก้าวเท้าอย่างมั่นคงและเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของโจวซุน ก่อนจะโค้งตัวแล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ใต้เท้าโจว โปรดตัดสินเรื่องนี้ด้วย!”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น โจวซุนกับหลินไห่หยาก็หยุดสนทนากันแล้วหันมามองลัวเยว่ซาน

 

ลัวเยว่ซานกัดฟันแน่นและพูดขึ้นมาว่า “ใต้เท้าโจวโปรดเห็นแก่หน้าของใต้เท้าตู้ ดังนั้นโปรดตัดสินแทนพวกเราด้วย  !”

 

โจวซุนคิ้วขมวด สายตาของเขาเริ่มแสดงความไม่เป็นมิตรออกมา “ เจ้าเอาชื่อหัวหน้าผู้ดูแลมาขู่ข้างั้นรึ ?”

 

“ ไม่ๆ ใต้เท้าโจวอย่าเข้าใจผิด” ลัวเยว่ซานรีบอธิบายทันที  “ข้าไม่ได้คิดจะขู่ ! ข้าแค่อ้อนวอนให้ท่านตัดสินแทนพวกเรา ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากเท่าไหร่ ข้าก็ไม่คิดต่อรอง  ต่อให้ใต้เท้าโจวต้องการสำนักหยุนซาน ข้าก็เต็มใจที่จะยกให้ !” ลัวเยว่ซานเริ่มคลั่งขึ้นมา เพื่อแก้แค้นแทนบุตรชาย ต่อให้ต้องสละสำนักหยุนซาน ซึ่งเป็นสำนักของตระกูลเขามาหลายร้อยปีก็ยอม

 

“สำนักไร้ดาวเล็กๆแบบนั้น ข้าจะเอาไปทำอะไร?” โจวซุนยักไหล่อย่างดูแคลน เขาไม่เห็นสำนักหยุนซานอยู่ในสายตาเลยสักนิด “แต่ข้าสนใจจางหยูผู้นี้มาก ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ กลับมีนักสู้ขอบเขตว่อซวนอยู่จริงๆรึ !”

 

แม้จะรู้ว่าจางหยูก็อยู่ขอบเขตว่อซวนเหมือนกัน แต่โจวซุนนั้นก็ไม่เห็นจางหยูอยู่ในสายตา

 

ต้องรู้ว่า ขอบเขตว่อซวนถูกแบ่งออกเป็น 3 6 9 (ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย)

 

โจวซุนไม่เพียงแต่เป็นนักสู้ขอบเขตว่อซวนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนขั้นกลางที่ร้ายกาจอีกด้วย!

 

ในขอบเขตว่อซวนด้วยกัน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถคุกคามเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้บ่มเพาะพลังที่ไร้ชื่อเสียงและอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้เลย

 

“ท่านหมายความว่ายังไง ?” ลัวเยว่ซานถามอย่างระมัดระวัง

 

“ข้าจะไปหาเขาด้วยตัวเอง หากข้ามีโอกาส ข้าจะจัดการกับเขาซะ” โจวซุนเหยียดมือออกเพื่อบิดขี้เกียจ ขณะพูดด้วยท่าทีเบื่อหน่าย “ผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนที่ตายด้วยน้ำมือข้า ก็มีมากมาย เพิ่มเขาไปอีกคนก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร เอาเป็นว่าพวกเจ้าคิดหาทางหลอกล่อเขาออกมา ถ้าจะให้ดีต้องพาไปสถานที่ที่แคบๆ ข้าจะได้จัดการเขาในครั้งเดียวได้ อย่างไรเสีย ผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนทุกคนล้วนมีไพ่ตายเป็นของตัวเอง หากไม่ระวังให้ดี ก็อาจจะทำให้เขาหลบหนีไปได้”

 

ประโยคสุดท้าย โจวซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

 

เขาไม่ได้พูดเล่น ผู้บ่มเพาะขอบเขตว่อซวนกับขอบเขตฉีซวนนั้นแตกต่างกัน  คนที่มาถึงระดับว่อซวนได้ถือว่าเป็นอัจฉริยะ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะมีไพ่ตายอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะเป็นนักสู้ขอบเขตว่อซวนขั้นกลาง แต่ก็ไม่กล้าพูดว่าสามารถสังหารนักสู้ขอบเขตว่อซวนด้วยกันได้100%

 

ในอดีตนั้น มีผู้บ่มเพาะระดับว่อซวนมากมายที่สู้กับเขาแล้วหนีไปได้ มันทำให้เขารู้สึกหดหู่ไปพักใหญ่

 

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่คิดจะโจมตีจางหยูตรงๆ นอกเสียจากว่าได้มีการเตรียมพร้อมไว้ดีแล้ว

 

ความจริงแล้ว พรสวรรค์ที่จางหยูเผยออกมา ช่างน่าทึ่งมาก อย่าว่าแต่เมืองเล็กๆแห่งนี้เลย ต่อให้เป็นหัวเมืองใหญ่ก็พบได้ยาก ถ้าหากจางหยูหนีไปได้ และหลบซ่อนตัวเพื่อบ่มเพาะพลังสักสิบปี เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้นคนที่ซวยก็คงจะเป็นเขา โจวซุนผู้นี้

 

แม้ว่าพันธมิตรร้อยสำนักจะคุ้มครองเขาได้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องแก้แค้นล่ะก็ ตำแหน่งที่เขามีก็ไม่อาจช่วยอะไรเขาได้

 

เพื่อคนที่ไม่รู้จักมักจี่สองคน มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงอันตรายเพื่อพวกเขา

 

“ตกลงเอาแบบนี้แล้วกันนะ พวกเจ้าคิดหาทางได้เมื่อไหร่ ก็แจ้งให้ข้าทราบอีกทีแล้วกัน” โจวซุนส่ายหน้า ก่อนจะบิดขี้เกียจอีกครั้ง แล้วหาวออกมา “ฮ้าววว...รีบเดินทางมาตั้งหนึ่งวันเต็ม รู้สึกเพลียเล็กน้อย หลินไห่หยา เจ้าไปจัดเตรียมที่พักให้ข้าก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆไว้รอให้ข้าตื่นขึ้นมาอีกทีค่อยว่ากัน”

 

รีวิวผู้อ่าน