px

เรื่อง : ผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล)
ตอนที่ 8 : หญ้าเก้าชีวิต


ตอนที่ 8 หญ้าเก้าชีวิต

 

หลี่อวิ๋นโหรวรีบวิ่งกลับเข้าห้องอย่างสุดชีวิตแล้วปิดประตูตามหลังดัง ปัง ! ทิ้งหลิวเฟยไว้กับความเหวอบนใบหน้า

  

เขาก้มมองทั้งสองมือพร้อมหัวเราะเสียงเจื่อนออกมา เธอคงไม่ทึกทักว่าเรากำลังช่วยตัวเองอยู่ใช่ไหม ?

  

เพิ่งรู้จักกันก็มีเรื่องให้เข้าใจผิดเกิดขึ้นไม่เว้นช่วง ในสายตาเธอคงตีตราว่าเขาเป็นแค่ “ไอ้ลามก” เสียแล้ว เดาออกเลยว่าในอนาคตทั้งสองคงร่วมงานกันอย่างไม่ราบรื่น

  

เมื่อนึกถึงว่าเธอคงทนได้แค่ไม่กี่วัน เขาจึงถูจมูกแก้เขิน ตอนนี้ขี้เกียจคิดมากแล้ว เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงตั้งใจฝึกตนต่อ

  

หลายวันต่อมา นอกจากพาหลี่อวิ๋นโหรวไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ต่างๆ ในหมู่บ้านหลิวเจียและภูเขาไห่หมิงแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ของเขามักจะหมดไปกับการง่วนอยู่กับ “หญ้า” ชนิดหนึ่ง

  

ไอ้คำว่า “ง่วนอยู่กับ” ที่ว่านี้ หมายถึงอื่นใดไม่ได้นอกจากการขุดและนำไปตากแห้ง หากวันไหนอารมณ์สุนทรีก็จะเอาพวกมันไปเคี่ยวทำยาน้ำสมุนไพรพกไว้เป็นยาประจำตัว

  

ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ เขาได้เคี่ยวยาสมุนไพรขึ้นอีกหนึ่งถ้วย ขณะที่กำลังนั่งเอามือเท้าคางพิจารณายาน้ำสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างละเอียด สองตาหรี่มองถ้วยยาจนเปลือกตาแทบจะปิดสนิท

 

ทันใดนั้นเอง ! หลี่อวิ๋นโหรวก็วิ่งพรวดเข้ามาพร้อมใช้มือตบโต๊ะโดยแรง “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านกำลังจะตีกัน นายรีบออกไปดูหน่อยเถอะ”

  

หลิวเฟยได้ยินดังนั้นก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะทันที จากนั้นจึงถามอย่างเหนื่อยใจ “หลิวเทียนป้ากับหลิวต้าเวยอยู่ด้วยหรือเปล่า ? ”

  

ขณะที่หลี่อวิ๋นโหรวร้อนรนเป็นฟืนเป็นไฟ เขากลับฟุบนอนหน้าตาเฉย เมื่อเห็นดังนั้น เธอจึงกระชากเขาให้ได้สติ “นายเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน ทำไมไม่มีความรับผิดชอบเอาเสียเลย ? รีบหน่อยสิ เร็วเข้า ! ”

 

“ตอบคำถามฉันมาก่อน” หลิวเฟยยังคงพูดอย่างเหนื่อยใจ

 

“น่าจะไม่อยู่เพราะฉันยังไม่เห็นพวกเขาเลย”

  

“ถ้าอย่างนั้นคงไม่ถึงขั้นตีกันหรอก อาจแค่ทะเลาะกัน  เดี๋ยวก็แยกย้ายกันไปเอง ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว ถ้าเธออยากห้ามก็เชิญไปคนเดียว อย่ารบกวนเวลาพักผ่อนของฉัน”

 

“นี่นาย ! ”

  

หลี่อวิ๋นโหรวข่มกลั้นความโกรธด้วยการกำหมัดแน่น จากนั้นก็กระทืบเท้าจากไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด

  

ราวหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เธอก็เดินคอตกกลับมาพร้อมดวงตาแดงก่ำ

  

เห็นเขายังนอนหลับอยู่ เธอจึงกัดฟันด้วยความโมโห จากนั้นก็ตะโกนเสียงดังลั่น “ผู้ใหญ่บ้านที่ไหนทำตัวแบบนายกัน ? ”

 

“ผู้ใหญ่บ้านแบบฉันแล้วทำไม ? ”

 

หลิวเฟยทึ้งผมตัวเองจนผมยุ่ง พอแหงนหน้าไปมองจึงเห็นว่าน้ำตาของเธอกำลังเอ่อล้นออกมา เขาส่ายศีรษะระอา “เธอไม่ได้ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนจะมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่นี่หรือ ? ผู้หญิงอ่อนโยน สดใสร่าเริง และดูโมโหไม่เป็นอย่างเธอเกรงว่าจะถูกข่มเหงเสียเปล่า ๆ เธอควรเตรียมกระดาษทิชชูมาหลาย ๆ กล่องหรือไม่ก็เอาผ้าเช็ดหน้าติดตัวมาหลาย ๆ ผืน อ้อ..อีกอย่าง จำเป็นต้องเตรียมยาเสริมสร้างภูมิต้านทานให้หัวใจอีกหลายสิบกล่องเชียวล่ะ”

  

ถึงขนาดนี้แล้ว ยังมีหน้ามาพูดแดกดันใส่กันอีก หลี่อวิ๋นโหรวรู้สึกทนไม่ไหว ปล่อยน้ำตาเอ่อคลอเบ้าอีกครั้ง ดูเหมือนเธอได้กลายเป็นคนเจ้าน้ำตาไปเสียแล้ว

 

หลิวเฟยหยิบกระดาษทิชชูออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เขวี้ยงใส่เธอ “เธอเจตนาดีจะเข้าไปห้าม แต่พวกชาวบ้านด่าทออยู่ดี ๆ ก็ลามปามถึงเธอใช่ไหมล่ะ ? นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยด้วยซ้ำ ขอแค่ไม่มีหลิวเทียนป้าและหลิวต้าเวยคอยปลุกปั่น ก็ถือเสียว่าพวกเขาแค่ต้องการบริหารลูกคอเท่านั้น พวกเขาไม่มีทางตีกันจริงหรอก”

 

“แล้วถ้าตีกันจริง ๆ นายจะรับผิดชอบไหวหรือ ? ”

  

“ฉันก็ช่วยรักษาพวกเขาไง รับรองได้ว่าไม่คิดค่าใช่จ่ายทั้งสิ้น”

  

“นายอ่ะ ! ฮึก ฮือ.....”

  

หลี่อวิ๋นโหรวได้ยินเช่นนั้นยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปอีก เดิมทีเธอคิดว่าการมีคู่หูอายุไล่เลี่ยคงไม่มีปัญหาทางการสื่อสาร คงราบรื่นพอสมควร แต่ดูจากสภาพการณ์แล้ว คู่หูคนนี้ทั้งไม่มีความรับผิดชอบและไม่เอาอ่าวอะไรเลย

 

หลิวเฟยปล่อยให้เธอร้องไห้ไปสักพัก จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “พอได้แล้ว เก็บน้ำตาไว้ใช้วันหลังบ้าง นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง ! หากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ไปลาออกกับพวกหัวหน้า ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจ”

 

“ไม่มีทาง ! ฉันอยากให้ทั้งสองหมู่บ้านสามัคคีกัน และอยากช่วยพัฒนาให้หมู่บ้านหลิวเจริญยิ่งขึ้น”

 

หลี่อวิ๋นโหรวยกมือปาดน้ำตา จากนั้นก็วิ่งเข้าห้องไป

 

ผ่านไปสักพักเธอจึงนำสมุดเล่มเล็กเล่มหนึ่งออกมาแล้วนั่งลงทางฝั่งตรงข้าม “จากการสำรวจและการทำความเข้าใจในระยะหนึ่ง ฉันได้รู้จักหมู่บ้านหลิวค่อนข้างครบในทุกด้าน นี่เป็นความคิดและแนวทางที่ฉันมีต่อหมู่บ้านหลิว นายช่วยฟังหน่อยแล้วกัน”

 

“อ้อ...”

  

หลิวเฟยคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ดูปวกเปียกจะหัวรั้นเอาเรื่อง เขาเอามือเท้าคางทำท่าตั้งใจฟัง

  

เมื่อได้ยินเธอพูดไม่หยุดปาก ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนกำลังฟังบทสวดมนต์ ราวกับได้รับยานอนหลับชั้นเยี่ยม จึงอดไม่ไหวที่จะหลับตาลงอีกครั้ง

 

“หลิวเฟย ! ”

  

เสียงตวาดของเธอดึงเขาออกจากภวังค์แล้วตื่นขึ้นพบความจริง เมื่อโดนดวงตากลมโตถลึงใส่ หลิวเฟยจึงลุกพรวดเพื่อบิดขี้เกียจ จากนั้นก็เอ่ยกับเธอว่า “ฉันขอถามข้อหนึ่ง ทำไมทั้งสองหมู่บ้านถึงทะเลาะกัน ? ”

  

หลี่อวิ๋นโหรวตอบกลับในทันควัน “เพราะทรัพยากรมีจำกัด พวกเขาเลยแย่งชิงกันโดยตลอด ! ”

 

“แล้วทำไมทรัพยากรมีจำกัด ? ในเมื่อหมู่บ้านอยู่ติดภูเขาติดทะเล มีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์กว่าที่อื่นด้วยซ้ำ”

 

“เพราะตรงจุดที่แม่น้ำซี่หลิวไหลออกสู่ทะเลเป็นหน้าผาสูงชัน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถลงไปถึงทะเลได้”

 

“แต่ยังมีพื้นที่บนภูเขาและแปลงนาอีกมากมายไม่ใช่หรือ ? ”

  

“ไม่ได้เอามาใช้อย่างถูกต้อง”

  

“ไม่ถูกต้องยังไง ? ”

  

“ฉัน...”

 

“คิดออกแล้วค่อยมาคุยกัน ฉันจะเข้าไปทำธุระในเมืองสักหน่อย บ๊ายบาย ! ”

  

เมื่อเห็นเขาเอา “หญ้า” ที่ตากแห้งมาแล้วสองสามวันใส่ถุงไนล่อนสองถุง หลี่อวิ๋นโหรวก็ไม่ยอมแพ้ “แล้วนายรู้หรือ ? ถ้ารู้ก็พูดออกมาสิ ! วันทั้งวันนายง่วนอยู่แต่กับหญ้าพวกนี้ นี่เป็นทางแก้ปัญหาของหมู่บ้านหลิวหรือไง ? ”

  

เมื่อสิ่งที่หวงแหนถูกเรียกว่า “หญ้า” หลิวเฟยก็รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดใจเข้าอย่างจัง

 

ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาหญิงสาวสองก้าว ส่วนเธอก้าวถอยหลังไปราวห้าถึงหกเมตร แล้วเอ่ยเตือนว่า “นาย...รักษาระยะห่างไว้เลยนะ ! ”

  

“สบายใจได้ ฉันไม่สนใจผู้หญิงที่มีสามีแล้วหรอก แค่อยากขอร้องว่าอย่าดูถูกของรักของหวงของฉัน โอเคไหม ? ” หลิวเฟยพูด

  

หลี่อวิ๋นโหรวได้ยินดังนั้นก็พูดด้วยสีหน้าเหยเก “เหลืองอ๋อยขนาดนี้ มันหญ้าชัด ๆ คนมีรสนิยมแบบนายเท่านั้นที่กล้าเรียกมันว่าของรักของหวง ! อย่าบอกนะ ว่านายจะเอาของพรรค์นี้ไปขายเพื่อแลกเงิน”

  

หลิวเฟยแยกเขี้ยวใส่เธอแต่ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากรีบนำของรักของหวงยัดใส่ถุงแล้วตรงไปที่ร้านยาแห่งหนึ่งในเมืองเฟิ่งหวง

  

พนักงานร้านยาคนหนึ่งที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์และสวมแว่นตาเปิดดูในถุงจึงถามว่า “ผักกับแก้หรือ ? ”

  

หลิวเฟยยิ้มตอบเล็กน้อย “ผมเป็นคนบ้านนอก ไม่เข้าใจที่คุณพูดหรอก ขอบคุณ ! ”

  

พนักงานมองเขาหัวจรดเท้า จริงอยู่เพราะเสื้อผ้าเขาดูธรรมดา พนักงานคนนี้จึงกระแอมแล้วเอ่ยต่อ “ก็หญ้าเก้าชีวิตที่คุณเอามามีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่าผักกับแก้ ปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ และสามารถนำมาทำเป็นยาได้อีกด้วย มันมีสรรพคุณดีเยี่ยม......”

  

ยังฟังไม่ทันจบ หลิวเฟยรีบตัดบทเสียก่อน “กิโลละเท่าไหร่ ? ผมสนใจแค่ตรงนี้”

  

พนักงานร้านได้แต่ส่ายศีรษะ ลอบคิดในใจว่าคนบ้านนอกอย่างไรก็เป็นคนบ้านนอกอยู่วันยังค่ำ เราหรืออุตส่าห์ใจดีช่วยเพิ่มพูนความรู้ด้านนี้ให้ ฟังเสร็จแล้วค่อยต่อรองราคาก็ยังไม่สาย นี่ไม่คิดจะแยแสเลยสักนิด สมองคงคิดแต่เรื่องเงินสินะ แบบนี้คงไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้หรอก

 

“กิโลละ 25 หยวน”

 

“เถ้าแก่อยู่ไหน ? ”

 

“ห๊ะ ? ”

  

“ผมต้องการต่อรองราคากับเถ้าแก่ ! ”

  

พนักงานหัวเราะเยาะแล้วพูดต่อ “สหาย ! อย่าหาเรื่องสิ ตอนนี้เถ้าแก่กำลังเดินทางไปดูงานต่างถิ่น”

 

“ผมยังมีปลูกอีก 200 หมู่* นี่คือสินค้าตัวอย่างเท่านั้น” (亩 หรือ หมู่ เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 หมู่ = 1/15 เฮกเตอร์ หรือ 0.416667 ไร่)

  

“พูดจริงหรือ ? ”

 

“การมองคนอื่นด้วยสายตาอคติจะทำให้เกิดความเสียหาย” หลิวเฟยพูดลอย ๆ

 

อึก !

  

พนักงานร้านชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็รีบกดโทรหาสายหนึ่งทันที รอไม่นานนักก็ปรากฏชายในชุดสูทพร้อมรองเท้าหนังเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ยังมีอีก 200 หมู่จริงหรือ ? ”

 

หลิวเฟยยิ้มตอบ “ถ้าไม่พูดไปแบบนั้นคุณจะมาหรือเปล่าล่ะ ? ตอนนี้ยังมีแค่นี้ แต่ในอนาคตอาจมีมากถึงหนึ่งหรือห้าร้อยหมู่”

 

“นาย ! ”

  

“ก็พนักงานของคุณรังแกเกษตรกรตัวเล็ก ๆ อย่างผม เขาจงใจกดราคาจนเกินเหตุ ผมโดนบังคับจนไม่มีทางเลือก คุณก็ดูเอาเองเถิด”

 

เถ้าแก่มองลูกน้องอย่างโกรธเคือง จากนั้นก็หยิบหญ้าเก้าชีวิตออกมาดูอย่างละเอียด ยิ่งพลิกดูดวงตายิ่งเบิกกว้างเพราะความตื่นเต้น

 

ผ่านไปสักพัก ริมฝีปากอันสั่นเทาก็พูดออกมา “ผมขอเอาไปทดสอบอะไรบางอย่างหน่อยได้ไหม ? ”

 

หลิวเฟยเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้แล้วตอบรับ “ไม่มีปัญหา แต่ขอชาสักถ้วยสิ ผมคอแห้งจะตายอยู่แล้ว”

 

เถ้าแก่ถลึงตาใส่พนักงาน “ยังไม่รีบเสิร์ฟชาปี้หลัวชุน*ชั้นยอดอีก ! ” (“ชาปี้หลัวชุน” 碧螺春 คือชาเขียวชนิดหนึ่งของจีน ติดอันดับ 1 ใน 10 สุดยอดชาจีน มีถิ่นกำเนิดและผลิตในแถบภูเขา ต้งถิง เมืองไท่หู มณฑลเจียงซู)

 

……

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เถ้าแก่ก็วิ่งออกมาอย่างร้อนรน “น้องชายไปเอาหญ้าเก้าชีวิตพวกนี้มาจากไหน ? ทำไมคุณภาพของทั้งสองถุงไม่เหมือนกัน ? หนึ่งในสองมีคุณภาพดีเยี่ยม ฉันไม่ได้เห็นหญ้าเก้าชีวิตที่คุณภาพดีขนาดนี้มานานแล้ว”

 

หลิวเฟยยิ้มรับ “ถุงที่คุณภาพดีขึ้นมาหน่อย ผมเป็นคนปลูกเอง ส่วนคุณภาพกลาง ๆ ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ”

 

“อะไรนะ ? ปลูกเองงั้นหรือ ? ”

 

เถ้าแก่ถอยกลับไปสองสามเก้า ปลูกด้วยฝีมือคนแต่คุณภาพกลับดีกว่าเติบโตตามธรรมชาติอย่างนั้นหรือ ? เป็นไปไม่ได้ !

 

ตามที่อีกฝ่ายบอก หากหญ้าเหล่านี้เติบโตเองตามธรรมชาติ อาจต้องรอนานถึงสามสี่ปีหรืออาจจะนานถึงแปดปีก็เป็นได้ เพราะหญ้าชนิดนี้ยิ่งอายุมากยิ่งล้ำค่า

 

เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวโดยวิธีขุดดินครั้งใหญ่ จึงเป็นเหตุให้พืชจำพวกนี้ที่เติบโตตามธรรมชาติแทบไม่มีหลงเหลือให้เห็นแล้ว

 

แต่จากการทดสอบเมื่อครู่นี้ ของที่เจ้าหนุ่มบอกว่าปลูกเองน่าจะมีอายุเกินสิบปีด้วยซ้ำ หรือว่าปลูกมานานเป็นสิบปีค่อยเอามาขาย ? เป็นไปได้ยังไง ?

 

เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเถ้าแก่ หลิวเฟยจึงรีบพูดตัดบทแบบไม่มีการอ้อมค้อม “อย่าถามเลยว่าปลูกยังไงเพราะเป็นความลับทางธุรกิจ ขอแค่ประโยคเดียว ทั้งสองแบบนี้จะให้ราคาเท่าไหร่ ? ”

 

เถ้าแก่กัดฟันตอบ “ที่โตเองตามธรรมชาติให้กิโลละ 40 หยวน ส่วนอันที่ปลูกเองจะให้กิโลละ 50 หยวน ! ”

 

หลิวเฟยไม่ยอมพูดอะไร เขาถือถุงแล้วแสร้งว่าจะเดินออกจากร้าน

  

เถ้าแก่รีบคว้าแขนของเขาไว้ “สมุนไพรที่โตตามธรรมชาติให้ราคาได้เท่านี้จริง ๆ แต่ถ้าอันไหนนายเป็นคนปลูกเอง ฉันจะเพิ่มให้อีก 5 หยวน ! ”

 

“สัก 70 หยวนเถอะ ถ้าไม่ได้ผมจะเปลี่ยนร้าน”

  

เมื่อพนักงานเห็นเหตุการณ์แบบนี้ก็ลูบหมัดทำทีเป็นพร้อมที่จะลงไม้ลงมือตลอดเวลา ตนทำงานด้านนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนหยิ่งยโสขนาดนี้

 

แต่พอเห็นเถ้าแก่แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนอีกฝ่าย ก็จนปัญญาจะจัดการ

 

รีวิวผู้อ่าน